เวลลิงตั้น (Wellington)

 

เดินทางข้ามช่องแคบคุกไปที่เกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์กันดีกว่า การเดินทางจากเกาะใต้มุ่งหน้าสู่เกาะเหนือ มีอยู่ 2 ทางที่สะดวกสบาย คือ การเดินทางโดยเครื่องบินภายในประเทศ และโดยเรือเฟอร์รี่ อาราเทียรี่ (Aratere) ข้ามช่องแคบคุก การลงเรือเฟอร์รี่ที่เกาะใต้เราจะต้องไปลงเรือที่เมืองพิคตั้น (Picton) เพื่อไปที่เมืองเวลลิงตั้นของเกาะเหนือ รวมเป็นระยะทางประมาณ 92 กม. และใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. และ เรือลำนี้ถูกสร้างขึ้นในประเทศสเปน ในปีพ.ศ. 2541 เป็นเรือที่มีขนาดใหญ่มากสามารถรับผู้โดยสารได้ถึง 369 คน ต่อเที่ยว ภายนอกมีดาดฟ้าถึง 3 ชั้นอยู่ที่ชั้น 4, 5 และ 6 ภายในเรือประกอบด้วย ห้องขายอาหารเครื่องดื่ม โรงภาพยนตร์ ร้านขายของกระจุ๊กกระจิก และของที่ระลึก มีมุมเด็กเล่น มุมวิดีโอเกม ห้องดูทีวี และก็ยังมีห้องทำงานอีกด้วย ที่เมืองเวลลิงตั้น (Wellington) เมืองหลวงของนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ตรงอ่าวทางตอนใต้ของเกาะเหนือ เป็นเมืองที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะเหนือและเกาะใต้ ซึ่งได้รับสมญานาม วินดี้ซิตี้ (Windy City) เพราะมีกระแสลมแรงพัดผ่านช่องแคบคุกอยู่ตลอด เมืองเวลลิงตั้นยังเป็นเมืองหลวงแห่งศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งความบันเทิงที่หลากหลาย มีสีสัน มีไลฟ์สไตล์ที่เก๋ไก๋ แต่แฝงไว้ด้วยความเรียบง่าย บ้านเมืองที่เมืองนี้ตั้งเรียงรายอยู่บนเนินเขาอย่างเป็นระเบียบ ส่วนด้านที่ติดทะเลก็จะมีเรือเล็กใหญ่จอดเรียงราย มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากเมืองโอ๊คแลนด์ (Auckland) ในอดีตนั้นเมืองโอ๊คแลนด์ได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงของประเทศ แต่หลังจากนั้นไม่นานผู้คนจากยุโรปและออสเตรเลียก็หลั่งไหลกันเข้ามา โดยเดินทางเข้ามาจากทุกสารทิศ แล้วก็มารวมตัวกันที่เมืองเวลลิงตั้นเพื่อจะข้ามไปเกาะใต้ หลังจากนั้นเมื่อคนทางเกาะใต้มีมากขึ้น และมีอิทธิพลร่ำรวยจากทองก็ได้เรียกร้องให้เมืองหลวงย้ายมาอยู่ตรงกลางประเทศเพื่อความสะดวกในการติดต่องานต่าง ๆ ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องยอมย้ายเมืองหลวง จากโอ๊คแลนด์มาอยู่ที่เวลลิงตั้น ซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะใต้มากที่สุด มุมหนึ่งของเมืองเวลลิงตั้นชื่อไอเลนเบย์ (Island Bay) ซึ่งเขตนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของ art gallery ทั้งหมดเลย แม็คคอร์แม็ค สตูดิโอ แกลลอรี่ (McCormack Studio Gallery)www.michaelmccormack.co.nz ซึ่งเป็นแกลลอรี่อันแรกที่เกิดขึ้นในปีค.ศ. 1967 ในเขตนี้ เมืองเวลลิงตั้นเป็นเมืองที่เราสามารถเดินพักผ่อนหย่อนใจและเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์ มี sightseeing หลักๆ คือ Wellington Waterfront สถานที่พบปะและพักผ่อนชื่อดัง ดูวิวเมืองเวลลิงตั้นได้ 360 องศาที่ Mount Victoria เดินเล่นที่ Cuba Mall และ Lambton Quay (Old Bank Arcade) หรือไปขึ้น Wellington Cable Car เพื่อดูวิวจากมุมสูงก็ได้เหมือนกันค่ะ

 

ที่กล่าวมาแล้วว่าเมืองเวลลิงตั้นเป็นเมืองแห่งศิลปะ ที่เทปาป้า ทองกาเรว่า (Te Papa Tongarewa) พิพิธภัณฑ์แห่งชาตินิวซีแลนด์ เป็นที่ที่มีเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่แหล่งกำเนิดของประเทศนิวซีแลนด์ ทั้งความเป็นมา เรื่องผู้คน เรื่องสถานที่ สิ่งแวดล้อม เรื่องราวที่เกี่ยวกับนิวซีแลนด์อยู่ที่นี่หมดเลย คือไม่รู้อะไรมาที่นี่รู้หมด คำว่า เทปาป้า ทองกาเรว่า มีความหมายว่า สถานที่ซึ่งเก็บรักษาสิ่งมีค่าในดินแดนแห่งนี้ ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ถึงความเป็นมาและวัฒนธรรมของนิวซีแลนด์รวมถึงชนเผ่าเมารี ซึ่งภายในแบ่งเป็นโซนโดยใช้เวลาเป็นตัวแยก ทั้งยุคอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ภายในประกอบไปด้วยกิจกรรมมากมายและการนำเสนอที่ทันสมัย เพราะที่นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ธรรมดาแต่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ให้ความสนุกสนามเพลิดเพลินได้กับทุกเพศทุกวัย พิพิธภัณฑ์เทปาป้าฯ เป็นโครงการทางด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ด้วยเงินลงทุน 317 ล้านเหรียญนิวซีแลนด์ ทำให้ที่นี่ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมถึงต้นกำเนิดที่เป็นลักษณะเฉพาะของคนนิวซีแลนด์ได้เป็นอย่างดี เขมได้เห็นฟาเรนุยเป็นครั้งแรกก็ที่นี่ล่ะค่ะ ฟาเรนุย (Wharenui) คือบ้านนัดพบของชนเผ่าเมารี ของทุกๆ หมู่บ้านเมื่อมีการนัดพบเกิดขึ้น และไว้สำหรับประกอบพิธีสำคัญ เช่น งานศพประจำหมู่บ้าน หรือการประชุมสำคัญๆ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องบอกว่าอันนี้ของจริง สร้างตั้งแต่ปี 1842 เป็นบ้านโบราณอายุ 166 ปี เป็นบ้านที่ใช้สิ่วที่ทำจากโลหะในการก่อสร้างเป็นครั้งแรก เดิมเค้าใช้เป็นหิน ข้างในมีการแกะสลัก มีการวาดภาพเป็นสัญลักษณ์ของเมารีไว้เต็มบ้านหลังนี้ บ้านที่ชาวเมารีใช้อยู่อาศัยจะสร้างจากต้นกก แล้วหลังคาทำจากใบปาล์ม ใบปาล์มมีลักษณะพิเศษคือ ถ้าฝนตกลงมาใบปาล์มจะขยายตัว จะกันน้ำไม่ให้น้ำฝนรั่วลงไป มีหน้าต่างและประตูทางเข้า แยกกัน 2 แบบ คือประตูสำหรับ “คนเป็น” เดินเข้าร่วมพิธีต่างๆ และหน้าต่างสำหรับ “คนตาย” หรือที่ส่งศพที่จะนำเข้าไปทำพิธีข้างใน ง่ายๆ คือชาวเมารีจะไม่ส่งศพผ่านประตูทางเดินค่ะ ที่แห่งนี้มีไว้สำหรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเฉลิมฉลองการเกิด และการมีชีวิตอยู่ของสมาชิกใหม่ รวมไปถึงการอำลาผู้ที่จากไป ซึ่งที่เมืองเวลลิงตั้นนี้มีสถานที่แบบนี้กว่า 1000 แห่งทั่วเมือง บ้านดั้งเดิมของชาวเมารีในสมัยก่อนจะมีลักษณะที่เตี้ยๆ มากๆ เพราะว่าดินบนพื้นดินนั้นสามารถเก็บความร้อนได้เป็นอย่างดี และพอเวลาปิดบ้านก่อนนอนก็จะเอาผ้าคลุมเฉยๆ ที่ประตูกับหน้าต่าง แล้วที่สร้างประตูเตี้ยๆ เพราะสมมติว่ามีศัตรูเข้ามา ก็จะง่ายกับการขับไล่ออกไป….. การแต่งตัวของชนเผ่าเมารีจะแตกต่างกัน ตามชนชั้นต่างๆ เสื้อที่ทำจากขนนกกีวี่ ส่วนใหญ่สำหรับหัวหน้าเผ่า หรือใครก็ตามที่มีตำแหน่งชั้นสูงสวมใส่ เพื่อแสดงถึงการมีตำแหน่งสูง ชาวเมารีมีการแบ่งระดับชนชั้น ถ้าเป็นขนนกธรรมดา ก็จะเป็นตำแหน่งรองลงมา ส่วนเสื้อแบบสานๆ สำหรับคนธรรมดา ชุดทำมาจากใบชื่อ ฮารากีกิ คือไว้ใช้ทำจักสาน ไม่ว่าจะทำกระเป๋า ทำรองเท้า ทำชุด ซึ่งมีใบเหนียวที่สุดในโลก

 

ออกนอกเมืองเวลลิงตั้นเพียง 2 กม. เป็นที่กล่าวขานกันของนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากว่าถ้ามาที่เวลลิงตั้นแล้วต้องขึ้นรถเคเบิ้ล ที่จะนำพามาที่จุดสูงสุด เพื่อที่จะพบกับ คาโรรี่ แซงชูรี่ (Karori Sanctuary) หรือเขตพิทักษ์สัตว์ป่าคาโรรี่ๆ เป็นป่าที่มีพื้นที่ 1575 ไร่ ป่าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะเป็นสถานที่หลบภัยและปลอดภัยสำหรับนกท้องถิ่น และสัตว์ป่าต่าง ๆ พร้อมทั้งเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ และประสบการณ์ทางธรรมชาติสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยที่นี่ถูกล้อมด้วยรั้วที่มีความยาวโดยรอบ 8.6 กม. เป็นรั้วที่มีการออกแบบพิเศษสำหรับป้องกันสัตว์ 14 ชนิด ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่น จึงทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถป้องกันภัยอันตรายจากนักล่าได้ สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งแรกของโลก ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับเอกลักษณ์ของสัตว์ป่าในนิวซีแลนด์ รวมไปถึงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าให้คงเหลือไว้ พร้อมกับการฟื้นฟูสภาพป่าให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพด้วย ที่นี่มีนกหลากหลายสายพันธุ์ มีนกท้องถิ่นนก “ฮิวย่า” เป็นนกที่มีขนหางสวยมากค่ะ หัวหน้าเผ่าเมารีใช้ขนนกชนิดนี้ประดับไว้ที่ศีรษะ และเมื่อ 100 กว่าปีก่อน หัวหน้าเผ่าเมารีได้มีโอกาสไปที่ประเทศอังกฤษ และด้วยความสวยงามของขนนกนี้ ทำให้ชาวอังกฤษแห่มาที่นี่เพื่อล่านกตัวนี้ เคยมีการฆ่าไปถึง 600 ตัวภายในครั้งเดียว เพื่อเอาขนนกนี้ไปประดับศีรษะ แต่งเป็นแฟชั่น จนนกนี่สูญพันธุ์เหลือแค่ภาพให้เราเห็น…. เพื่อให้เราสัมผัสกับความเป็นจริงของนกต่างๆ สถานีเสียงนกมีไว้สำหรับให้เรากดฟังเสียงนกร้อง ซึ่งอัดมาจากเสียงจริงของเจ้านกต่างๆ  เช่นนกกาก้า เป็นนกที่น่ารักมาก คล้ายๆนกแก้วสีน้ำตาลอ่อน มีลายสีเทาและแดงหรือส้ม เป็นนกที่มีลักษณะค่อนข้างใหญ่ เสียงร้องของมันจะค่อนข้างดัง และบางครั้งเสียงห้าว เป็นพันธุ์ที่ถูกคุกคามอย่างรุนแรง นอกจากนกแล้วยังมีสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ให้ดู อย่างแมลงเวต้า เป็นแมลงที่ตัวใหญ่ที่สุดในบรรดาแมลงของนิวซีแลนด์ เป็นแมลงยักษ์ที่มีขนาดตัวใหญ่และน้ำหนักตัวมากที่สุดในโลก แมลงท้องถิ่นตัวนี้มีความสามารถพิเศษก็คือว่า เวลาอากาศหนาวเย็นถึงจุดเยือกแข็งแมลงตัวนี้ก็จะแข็งตัวไปด้วย แข็งแล้วไม่ตายนี่คือความสามารถของมัน แล้วพอน้ำแข็งหรือหิมะละลายเจ้าแมลงนี้ก็จะมีชีวิตเกิดใหม่ แข็งเฉยๆ ไม่กินอะไรเลย แปลกมากค่ะ!!! การมาดูนกใช่ว่าจะโชคดีได้ดูเสมอนะคะ เพราะมันบินไปบินมา บินไปทั่วก็ว่าได้ แต่ที่นี่มีสถานีให้อาหารนก ก็คือนกตัวไหนหิวก็มาทานอาหารที่สถานีนี้ได้ ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ที่เข้าชมที่จะได้เห็นนกใกล้ๆ อย่างกาก้าฟิดดิ้งสเตชั่น (Kaka Feeding Station) สนุกสนานไปกับการให้อาหารนกที่สถานีนี้ ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษค่ะ

 

เวลลิงตั้น (Wellington)- เบย์ ออฟ เพลนตี้  (Bay of Plenty)

ที่เขต เบย์ ออฟ เพลนตี้ เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของนิวซีแลนด์ที่นักท่องเที่ยวจะได้พักผ่อนไปกับทัศนียภาพความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอันงดงาม ข้ามไปเกาะ “ไวท์ ไอส์แลนด์” โดยเฮลิคอปเตอร์ของบริษัท วอแคนิค แอร์ ซาฟารี (Volcanic Air Safaris) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลา 50 กม. เกาะไวท์ ไอส์แลนด์ (White Island) คือ ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ การเยี่ยมชมคือการเดินไปสำรวจปากปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ ซึ่งมีกำมะถันอยู่มาก เพื่อความปลอดภัยเขมจึงต้องสวมหมวกนิรภัยและหน้ากากที่มีไว้เพื่อจะได้หายใจได้สะดวก การเดินออกเดินสำรวจนั้น เขมต้องเดินตามเส้นทางที่เจ้าหน้าที่เดิน เพราะจริงๆแล้ว บริเวณนี้เป็นบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ซึ่งข้างใต้นี่ยังระอุครุกรุ่นอยู่ และเต็มไปด้วยรูกลวง ถ้าใครเดินไม่ดี ไม่เดินตามทางที่นำ ก็สามารถอาจจะตกลงไปในหลุมนั้น ซึ่งจะมีไอน้ำพุ่งขึ้นมาลวกขาบาดเจ็บได้ เกาะนี้จริงๆ แล้วมีเจ้าของ เป็นเกาะส่วนตัว จึงมีกฎว่าห้ามทิ้งขยะ ฝากไว้ได้แค่รอยเท้าเท่านั้น ที่นี่มีจุดน่าสนใจอยู่ 3 จุด บริเวณบนเขาจะมีกล้องไว้คอยจับออนไลน์อยู่ตลอดเวลา ใครก็ตามที่เดินไปที่ปากปล่องภูเขาไฟ และอยากเห็นตัวเอง สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.whiteisland.co.nz และยังได้เห็นกิจกรรมของผู้คนที่เข้ามาที่ปากปล่องภูเขาไฟอีกด้วย กล้องนี้จะตรวจจับเรื่องของแผ่นดินไหวและการปะทุของภูเขาไฟ มีเครื่องวัดความสั่นสะเทือนและเครื่องตรวจวัดน้ำฝนด้วยล่ะค่ะ บนภูเขาไฟนี้จะสังเกตเห็นบริเวณที่เป็นสีส้ม สีเหลือง สีขาว เป็นหย่อมๆ ซึ่งบริเวณสีขาวเป็นที่ที่ห้ามยืน เพราะข้างใต้เป็นรูกลวง สีขาวนี้เกิดจากแคลเซียมซัลเฟต เป็นบริเวณที่ข้างใต้ร้อนมาก มีควัน และถ้าเกิดฝนตกเมื่อไหร่มันจะยวบลงไป เพราะว่าน้ำหนักของน้ำฝนที่ตกลงมาจะไปกดทับให้เป็นรูกลวง ข้างใต้เป็นเหมือนฟองน้ำ ยวบลงไปแล้วก็จะเป็นแอ่งขึ้นมา มีควันโขมง และมีน้ำปุดๆ เหมือนน้ำในหม้อเดือด ที่ปุดๆ มันคือแก๊สที่รั่วออกมา ทำให้ดูเหมือนเดือดมาก มีอุณหภูมิประมาณ 96 องศาเซลเซียส การเดินออกเดินสำรวจครั้งนี้ค่อนข้างที่จะท้าทาย แต่ได้ความรู้ใหม่เลยนะเนี๊ย!

 

นอกจากไปเที่ยวที่เกาะไวท์ ไอส์แลนด์แล้ว ในเขต เบย์ ออฟ เพลนตี้ ได้ชื่อว่าเป็นฟาร์มผลไม้ของประเทศที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เทปูเก้ (Te Puke) ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงกีวีของโลก และที่กีวี360 (Kiwi 360) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองนี้ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อชมไร่กีวี่และผลิตภัณฑ์จากกีวี่ที่ใหญ่ที่สุดในเขต เบย์ ออฟ เพลนตี้ นักท่องเที่ยวจะได้นั่งกีวี่คาร์ทชมไร่กีวี่และบริเวณทั้งหมด ได้ความรู้พร้อมวิวอันน่าตื่นตาตื่นใจ รวมทั้งวิธีการปลูกกีวี่ของที่นี่ และที่สำคัญจะได้ชิมกีวี่ที่สดอร่อยและดีต่อสุขภาพด้วยค่ะ กีวี่พันธุ์ที่แพงที่สุด คือพันธุ์ กีวี่สีทอง (Gold Kiwi) มีอายุอานามแค่ 25 ปีเท่านั้นเองค่ะ การผสมพันธุ์ของกีวี่ คือต้นตัวเมียมีดอกสีขาว ตัวผู้มีดอกสีเหลืองๆ ทองๆ ต้นตัวเมียเป็นต้นที่จะผลิตลูกกีวี่  เพราะฉะนั้นต้นตัวผู้ 1 ต้น ต่อ ต้นตัวเมีย 3 ต้น แต่ดอกกีวี่ไม่มีน้ำหวาน จึงใช้น้ำผึ้งแทนค่ะ สวนที่นี่ใช้ผึ้ง 1 ล้านตัว เพื่อจะทำงานแทนเป็นตัวเชื่อมของการผสมพันธุ์ ผึ้งจะบินว่อนหาน้ำหวาน ต้องบินไปทั้งต้นตัวและผู้ต้นตัวเมีย ซึ่งนั่นก็คือขั้นตอนการผสมของเกสรดอกกีวี่ ฤดูเก็บเกี่ยวของกีวี่จะอยู่ในเดือน เมยายน พฤษภาคม และมิถุนายน….. จากเมืองเทปูเก้ไปอีก 9 กม. มีศูนย์ที่ชื่อว่า คอมวิต้า (Comvita)www.comvita.com เป็นบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งอย่างครบวงจร ที่นี่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2517 โดยนายคลอต สแร็ดฟอร์ด (Claude Stratford) ที่ปัจจุบันอายุกว่า 90 ปีแล้วแต่ยังแข็งแรงอยู่ เคล็ดลับนั้นมาจากการทานน้ำผึ้งที่เค้าผลิตเองจากมือ และสิ่งนี้เองเค้าจึงมุ่งมั่นที่จะผลิตสิ่งที่มีประโยชน์เพื่อแบ่งปันเคล็ดลับนี้ให้กับคนในชุมชน และด้วยความมุ่งมั่นทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกในเรื่องผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพที่มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบ น้ำผึ้งที่ดีที่สุดในโลกคือมานูก้าฮันนี่ (Manuka Honey) มานูก้าคือไม้พุ่มที่ขึ้นอยู่ในป่าธรรมชาติ ดอกมานูก้าเป็นดอกเล็กๆ ก้านแข็งไม่มีกลิ่น อย่างลืมแวะมาชมที่นี่และซื้อของดีๆ กลับไปฝากที่บ้านนะคะ

 

 

Travel memo

 

Visa:ต้องทำเรื่องขอวีซ่าที่สถานฑูตนิวซีแลนด์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์

 

Currency:นิวซีแลนด์จะใช้สกุลเงินที่เรียกว่า “นิวซีแลนด์ดอลล่าร์”(NZD)

Climate:การเดินทางไปนิวซีแลนด์ ควรเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะกับฤดูกาลในแต่ละเดือน ซึ่งฤดูกาลของนิวซีแลนด์จะตรงกันข้ามกับประเทศที่อยู่ในซีกโลกตอนเหนือ นิวซีแลนด์ตั้งอยู่ในโซนอากาศอบอุ่นทำให้มีอากาศอบอุ่นชุ่มชื้นและฝนตกตลอดปี มีอิทธิพลของลมค่อนข้างแรง ควรนำเสื้อกันลมไปด้วยไม่ว่าจะไปฤดูไหน เกาะเหนือมีอากาศอบอุ่นชื้นทั่วเกาะ ส่วนเกาะใต้ชายฝั่งตะวันตกฝนชุกกว่าชายฝั่งตะวันออก และมีอากาศเย็นกว่าเกาะเหนือ ระหว่างวันอากาศเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถึงขนาดมีคำพูดว่า “มี 4 ฤดูในหนึ่งวัน” จึงควรนำเสื้อกันหนาวไปเผื่อด้วยแม้ว่าจะเห็นว่าอากาศดีกรกฎาคมเป็นเดือนที่หนาวที่สุด เดือนที่อากาศอบอุ่นคือมกราคมหรือกุมภาพันธ์หิมะในนิวซีแลนด์จะตกบริเวณเทือกเขาเป็นส่วนใหญ่ไม่ค่อยพบว่าตกลงบริเวณชายฝั่งของเกาะเหนือ และเขตตะวันตกของเกาะใต้ในเกาะใต้พบว่ามีหิมะตกบริเวณตะวันตก และตอนใต้ของเกาะ

ธันวาคม -  กุมภาพันธ์ ฤดูร้อน

มีนาคม – พฤษภาคม ฤดูใบไม้ร่วง

มิถุนายน – สิงหาคม ฤดูหนาวถึงหนาวจัด

กันยายน – พฤศจิกายน ฤดูใบไม้ผลิ อากาศเย็น

 

What you should know: เครื่องหมายรับประกันคุณภาพ ควอลมาร์ก (Qualmark) เป็นเครื่องหมายที่องค์การการท่องเที่ยวของนิวซีแลนด์มอบให้กับธุรกิจการท่องเที่ยวประเภทต่างๆ เพื่อเป็นการรับประภันคุณภาพ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถซื้อสินค้าและเลือกใช้บริการได้อย่างมั่นใจ เครื่องหมายควอลมาร์กเริ่มใช้ในปี ค.ศ. 1993 และเพิ่มชนิดมากขึ้นในปี ค.ศ. 2002 มีผู้ประเมินเป็นองค์กรอิสระโดยใช้หลักเกณฑ์ต่างๆ ถึง 500 ข้อด้วยกัน เจ้าของเครื่องหมายรับประกันนี้ คือองค์กรการท่องเที่ยวแห่งรัฐบาลนิวซีแลนด์ และสมาคมยานยนต์แห่งนิวซีแลนด์ดูแลร่วมกัน หมวดหมู่ของเครื่องหมายรับประกันควอลมาร์ก 1. ที่พัก ระดับการรับประกันจะดูจากจำนวนดาวที่ธุรกิจได้รับเริ่มตั้งแต่ 1 ดวง ไปจนถึง 5 ดวง คือมีมาตรฐานยอมรับได้จนถึงดีเยี่ยม โดยวัดมาตรฐานจากสิ่งอำนวยความสะดวกและคุณภาพในการให้บริการ ประเภทที่พักยังแบ่งได้เป็น 6 ประเภทคือ 1. ที่พักแบบประหยัด สำหรับนักท่องเที่ยวแบบ Backpack เช่นโรงแรมราคาประหยัดและหอพัก 2. ที่พักที่เจ้าของเปิดให้แขกพัก อาจมีอาหารเช้าบริการพร้อม เช่น Bed & Breakfast หรือ Home Stay 3. แคมป์ปิ้ง มอเตอร์แคมป์ คือ ที่พักสำหรับตั้งแคมป์และจอดรถมอเตอร์โฮม  4. โรงแรมและรีสอร์ตทั่วไป  5. ที่พักที่ประกอบด้วยส่วนครัวและที่พักรับประทานอาหาร โดยนักท่องเที่ยวสามารถปรุงอาหารในที่พักได้ 6. ที่พักมาตรฐานสูงทั้งสถานที่และการบริการที่เป็นเอกลักษณ์

 

ธุรกิจการเดินทางและท่องเที่ยวจะไม่ได้วัดเป็นดาว แต่จะเป็นการให้เครื่องหมายรับประกันคุณภาพว่ามีมาตรฐานดีเพียงพอ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท 1. กิจกรรมการท่องเที่ยว เช่น กิจกรรมกีฬา บันจี้จัมพ์ ดำน้ำ ปีนเขา แล่นเรือ พายเรือคายัค การบินชมทิวทัศน์ เป็นต้น 2. ธุรกิจการเดินทาง เช่น รถแคมเปอร์แวน เรือเฟอร์รี่ สายการบิน รถเช่า  3. ธุรกิจการบริการต่างๆ รวมทั้งร้านจำหน่ายสินค้านานาชนิด และถ้าไปนิวซีแลนด์แล้วเลือกใช้บริการสถานที่ที่มีป้ายควอลมาร์กอันนี้ มั่นใจได้เลยว่า เป็นที่ยอมรับและได้รับคุณภาพอย่างดีที่ประเทศนิวซีแลนด์