เยี่ยมชมโรงงานนกเหล็ก..ที่ซีแอตเทิล

2014-08-10_054752

เดินทางไปดินแดนอภิมหาอำนาจอีกครั้งที่เมืองซีแอตเทิล (Seattle) ซึ่งเป็นเมืองท่าหลักของรัฐวอชิงตัน (Washington) ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแปซิกฟิคตะวันตกเฉียงเหนือ และยังเป็นเขตมหานครอันดับที่ 15 ในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ซีแอตเทิลตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลสาบวอชิงตัน อยู่ห่างจากชายแดนสหรัฐอเมริกา – แคนาดา 154 กิโลเมตร เมืองซีแอตเทิลเป็นเมืองที่คนพื้นเมืองจากอเมริกาเหนือมาตั้งถิ่นฐานกว่า 4000 ปี ก่อนที่ชาวผิวขาวมาตั้งรกรากที่นี่ ซึ่งมีนักเดินทางชื่อ Arthur A. Denny ผู้ซึ่งเข้ามาในปี 1851 และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น ‘Seattle’ ในปี 1853

  ถึงแม้เมืองซีแอตเทิลเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ไม่ยาวนาน แต่ความน่าสนใจของเมืองสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวต่อปีแบบไม่ขาดสาย ประวัติศาสตร์ของซีแอตเทิลในทางด้านดนตรีบูมมากในช่วงปี 1918 ถึง 1951 ซึ่งเป็นสมัยที่ไนท์คลับดนตรีแจ๊สมีมากกว่า 20 แห่งบนถนนแจ๊คสัน ในปัจจุบันอยู่ในเขตไชน่าทาวน์ ยังมีศิลปินที่โด่งดังเกิดขึ้นในช่วงยุคนั้น เช่น Ray Charles, Ernestine Anderson และ Quincy Jones และที่นี่ยังเป็นบ้านเกิดของนักร้องตำนานเพลงร๊อค Jimi Hendrix อีกทั้งวงดนตรี Melvins, Nirvana, Soundgarden และ Pearl Jam อีกด้วยค่ะ นอกจากเสียงดนตรีที่นำพาความเจริญรุ่งเรืองให้กับซีแอตเทิลแล้ว ทางด้านอุตสาหกรรมก็ยังสร้างชื่อเสียงให้กับเมืองท่าแห่งนี้ในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 ทำให้ซีแอตเทิลเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าและอู่ต่อเรือ และยังเป็นทางผ่านสำคัญสู่เมืองอลาสก้า (Alaska) ขณะนั้นซีแอตเทิลเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 25 ของประเทศ เรื่อยมาจนถึงภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปี 1930 แต่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากบริษัท โบอิ้ง ที่กู้ชื่อให้กับซีแอตเทิลอีกครั้ง ในการก่อตั้งศูนย์กลางการผลิตเครื่องบินพานิชย์ ต่อมาในช่วงปี 1980 ซีแอตเทิลได้ถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยีอีกแห่งของโลกด้วยค่ะ

  บริษัท โบอิ้ง มีบทบาทมากในเมืองซีแอตเทิล ซึ่งโอกาศในการเยี่ยมชมโรงงานผลิตนี้อย่างที่เรียกว่า ‘VIP’ นั้นก็คงไม่ได้ประสบบ่อยครั้ง ต้องขอขอบคุณการบินไทยที่เอื้ออำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชมโรงงานอย่างใกล้ชิด จึงทำให้เขมมีเรื่องแบบ inside มาเล่าสู่กันฟัง… บริษัทผลิตเครื่องบินพานิชย์เรียกว่าใหญ่โตแล้ว แต่ก็คงไม่ใหญ่เท่าปริมาณตัวอาคารของโรงงานที่ติดอันดับใหญ่ที่สุดของโลก และถูกบันทึกไว้ใน Guinness Book of World Records โรงงานโบอิ้งที่เขมได้เข้าไปสัมผัสนั้นมีชื่อว่า ‘Everett’ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1025 เอเคอร์ เริ่มตั้งแต่ปี 1968 เพียงแค่ 42 เอเคอร์ ซึ่งบนพื้นที่นี้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการขยายโรงงานผลิตเครื่องบินโบอิ้งตระกูล 747, 767, 777 จนเรื่อยมาถึงปัจจุบันโบอิ้ง 787 ความใหญ่ของโรงงานเทียบเท่ากับขนาดของสนามฟุตบอลแห่งชาติได้ถึง 75 สนาม หรือสามารถบรรจุสนามบาสเกตบอล 911 สนาม ถ้าให้เทียบเท่ากับบ้านขนาด 185 ตารางเมตร จะได้บ้านประมาณ 2142 หลัง ความใหญ่ของโรงงานอลังการงานสร้างมั๊ยล่ะค่ะ ในขณะที่เดินก้าวแรกเข้าไปในโรงงานนั้น งงและตาลายมาก หันไปทางไหนทุกอย่างดูใหญ่ไปหมด มีความรู้สึกว่าตัวเองเหมือนมดจิ๋ว บรรยากาศในโรงงานดูไม่เหมือนโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปที่มีแต่เครื่องจักร การทำงานหน้าดำคร่ำเครียด แต่เป็นบรรยากาศที่สบายๆ ไร้มลพิษ อบอุ่น ดูกันเอง และยังมีระบบความปลอดภัยที่เข้มงวด ภายในโรงงานพนักงานใช้จักรยาน หรือจักรยานสามล้อเป็นพาหนะ (เขมอยากได้จักรยานสามล้อกลับบ้านมาก เอาไว้ขี่พาน้องหมานั่งเล่นท่าทางจะดีเลิศ อิอิอิ) นอกจากเส้นทางเท้าที่มีขีดกั้นไว้บนพื้นโรงงาน สำหรับพนักงานเดินเพื่อความปลอดภัยแล้ว ภายใต้พื้นนี้ยังมีอุโมงค์ทางเดินยาวถึง 3.7 กิโลเมตรอีกด้วยค่ะ ส่วนการควบคุมอุณหภูมิของอาคารโรงงานก็เป็นไปตามธรรมชาติและตามฤดูกาล เช่น หลอดไฟ 1 ล้านดวงที่ให้ความสว่างไสวในโรงงานนั้นช่วยสร้างความอบอุ่นภายในอาคารในช่วงฤดูหนาว และในฤดูร้อนประตูทุกบานจะถูกเปิดทิ้งไว้ทั้งวัน เพื่อการระบายลมจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร ระบบการทำงานในการผลิตเครื่องบินโบอิ้งนี้จะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เห็นเครื่องใหญ่ขนาดนี้ เชื่อหรือไม่ว่าใช้เวลาในการผลิตต่อลำเพียงแค่ไม่กี่อาทิตย์เองค่ะ เอาขั้นตอนง่าย ๆ อย่างการพ่นสีลำตัวเครื่องบินใช้เวลาประมาณ 4-7 วันเอง โดยใช้สีอยู่ที่ 120 แกลลอน หรือ 454 ลิตร สำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 747 เป็นต้น   Everett ยังเป็นส่วนหนึ่ง หรือเป็นที่รู้จักในนาม ‘Everett Delivery Center’ คือ ศูนย์หลักในการส่งกลุ่มเครื่องบินพานิชย์แบบ Boeing 747, 767, 777 และ 787 ให้กับลูกค้ารอบโลก ซึ่งเคยส่งมาแล้วประมาณ 3500 ลำ ขั้นตอนของการประกอบเครื่องบินก่อนขั้นสุดท้ายจะมาจากโรงงานที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง แล้วส่งมาที่ Everett Delivery Center เพื่อมาตระเตรียมฉากสุดท้ายของการพ่นสี เติมน้ำมัน ใส่เครื่องยนตร์ ทดสอบการบิน และส่งมอบให้กับลูกค้า โดยมีการจัดงานพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการที่ศูนย์นี้ ซึ่งเขมก็ได้มีส่วนร่วมในพิธีการส่งมอบเครื่องบินโบอิ้ง 777-300 ER ของสายการบินแห่งชาติ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนร่วมในพิธีส่งมอบที่ทางบริษัทโบอิ้งได้จัดเตรียม รวมถึง Sit down dinner การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ความเป็นมาของบริษัทโบอิ้ง และขั้นตอนการผลิตนกเหล็กที่ใหญ่ที่สุดของโลก… เครื่องบินโบอิ้ง 777-300 ER เป็นเครื่องบินแบบสองเครื่องยนตร์ ที่สายการบินส่วนใหญ่ยอมรับ และยังเป็นผู้นำตลาดของการผลิตเครื่องบินพาณิชย์แบบโบอิ้ง แม้กระทั้งผู้โดยสารส่วนมากยังให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการเลือกเดินทางกับตระกูลเครื่องโบอิ้ง 777 มากกว่าเครื่องบินชนิดอื่น ๆ จุดเด่นของโบอิ้ง 777 คือ การมีพิสัยบินระยะไกล ซึ่งได้รับการบันทึกว่าเป็นเครื่องบินโดยสารที่มีพิสัยบินไกลที่สุดในโลก มีการออกแบบและพัฒนาบนคอมพิวเตอร์ทุกขั้นตอน และยังสามารถลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า 1.4 เปอรเซ็นต์อีกด้วยค่ะ

ในฐานะที่ได้ไปสัมผัสกับบริษัทผู้ผลิตและตัวสินค้าอย่างโบอิ้ง 777-300 ER แล้ว จะต้องบอกว่าของเค้าดีจริง ๆ ซึ่งทางการบินไทยเองได้จัดสรรความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารสำหรับเครื่องบินแบบนี้ด้วย 348 ที่นั่ง แบ่งออกเป็น 42 ที่นั่งในชั้นธุรกิจ หรือ Royal Silk Class พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ที่นั่งแบบใหม่ที่ให้ความเป็นส่วนตัว หรือเป็นแบบคู่ฮันนีมูน มีทางเข้า-ออกที่นั่งแบบไม่รบกวนผู้โดยสารอื่น สามารถปรับเอนนอนราบได้ถึง 180 องศา มีระยะห่างระหว่างแถวกว้างถึง 87 นิ้ว เบาะที่นั่งมีความกว้าง 20 นิ้ว พร้อมจอแสดงภาพส่วนตัวขนาด 15 นิ้ว มีระบบสาระบันเทิง Audio Video On Demand (AVOD) แบบ eX2 บรรจุหนัง 100 เรื่อง สารคดี 150 เรื่อง 500 อัลบั้มเพลง และ 60 เกมส์ ซึ่งระบบสาระบันเทิงนี้จะเหมือนกันกับชั้นประหยัด หรือ Economy Class ที่มี 306 ที่นั่ง ในชั้นนี้จะต่างกันกับชั้นธุรกิจ คือ เบาะที่นั่งที่มีความกว้าง 18 นิ้ว และจอแสดงภาพขนาด 10.6 นิ้ว นอกจากนี้ระบบการสื่อสารสำหรับผู้โดยสารเป็นการติดต่อสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้โทรออกรับสาย ส่งข้อความ หรือเชื่อมต่อ GPRS Data Roaming โดยคิดอัตราตามกำหนดของผู้ที่ให้บริการเครือข่าย หรือถ้าอยากยกหูคุยโทรศัพท์กับเพื่อนที่นั่งอยู่ในเที่ยวบินเดียวกันแต่นั่งห่างไกลกัน ก็สามารถทำได้จากโทรศัพท์ที่นั่งของเราเอง ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ ถ้าท่านใดจะเดินทางไปโซล (Seoul) หรือลอสแองเจลิส (Los Angeles) จะได้สัมผัสกับความเป็นจริงของเครื่องโบอิ้ง 777-300 ER ของสายการบินไทย รับรองว่าต้องพึงพอใจอย่างแน่นอนค่ะ

 

  เมืองซีแอตเทิลยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่าง Pike Place Market เป็นตลาดท้องถิ่นที่เรียกว่า ‘วิญญาณของซีแอตเทิล’ ก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าเคยไปมาแล้ว ก็ยังสามารถไปได้อีกเรื่อย ๆ เพราะมีสิ่งใหม่ ๆ ให้ค้นพบทุกครั้ง Pike Place Market เปิดขึ้นเมื่อปี 1907 ดั้งเดิม คือ บ้านของชาวไร่ชาวนา 8 คน ขายผักและผลไม้ กิจการได้ขยายและเติบโตเรื่อยมาจนที่นี่กลายเป็นย่านของเกษตรกรและช่างฝีมือ รวมถึงผลิตภัณฑ์แบบ Homemade ต่าง ๆ ตลอดเส้นทางเดินสองข้างทางในตลาดนั้นจะเต็มไปด้วยสีสันของร้านขายดอกไม้ ผัก ผลไม้ งานฝีมือ โฮมเมดช็อคโกแลต (อร่อยมาก) ร้านอาหารกว่า 60 ร้าน สิ่งที่ควรทำที่ Pike Place Market คือ 1) แวะจิบกาแฟที่ร้าน Starbucks แห่งแรกของโลก ซึ่งเปิดให้บริการในปี 1971 2) ชมงานฝีมือจากช่างฝีมือท้องถิ่นในโซนเหนือของตลาด มีของขายที่เป็น Handmade เช่น เทียน เครื่องปั้นดินเผา งานเป่าแก้ว รูปภาพวาดด้วยสีน้ำมัน สีน้ำ สีอะคริลิค ภาพเขียนด้วยสีถ่าน เป็นต้น 3) เดินเล่นสำรวจในตรอกข้างใต้ตลาด ที่มีแต่ร้านค้าและร้านอาหารซึ่งคัดสรรมาจากแหล่งต่าง ๆ และกำแพงหมากฝรั่งที่โด่งดัง หรือเรียกว่า Gum Wall เป็นกำแพงที่เต็มไปด้วยหมากฝรั่ง ก็คนเอาไปแปะหล่ะค่ะ ใครที่ชอบเคี้ยวหมากฝรั่งก็สามารถเอาไปแปะที่กำแพงนี้ได้ จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน มีสีสันและลวดลายจนกลายเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

4) ตลาดนี้มีของทะเลสด ๆ ขายขึ้นบนเค้าเตอร์ทุกวัน เป็นของทะเลสดที่จับมาจากฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลแปซิฟิก ขนาดก็ใหญ่กว่าบ้านเราหลาย ๆ เท่า ซึ่งทางร้านสามารถห่อบรรจุใส่กล่องอย่างดีที่เราสามารถนำขึ้นเครื่องบินกลับบ้านได้ด้วยค่ะ

 

  เมืองซีแอตเทิลมีหอคอย Space Needle เป็นเขตหลักของภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซีแอตเทิล ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สร้างขึ้นในปี 1962 หอคอยนี้มีความสูง 184 เมตร กว้าง 42 เมตร และมีน้ำหนัก 9550 ตัน มีโครงสร้างที่สูงที่สุดของฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี ซึ่งสามารถต้านทานความแรงของลมได้ถึง 200 ไมล์ต่อชั่วโมง และแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ 9.1 ลิตเตอร์ มีสายล่อฟ้าถึง 25 สาย หอคอย Space Needle ประกอบด้วยชั้นสังเกตการณ์ ร้านกิ๊ฟช็อป และร้านอาหาร Sky City เราสามารถขึ้นไปกินลมชมวิวบนหอคอยด้วยลิฟท์แก้วที่มีความเร็ว 10 ไมล์ต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 41 วินาที (ในวันที่ลมแรงความเร็วของลิฟท์จะลดลงมาที่ 5 ไมล์ต่อชั่วโมง) เพื่อชมทิวทัศน์ของเมืองซีแอตเทิล อ่าว Elliott และสิ่งแวดล้อมรอบด้านที่งดงาม ในวันใส ๆ เราสามารถมองออกไปไกลได้ถึงภูเขา Olympic, Cascade, Rainier, และ Baker ถ้าไม่ได้ขึ้นมาถ่ายรูปสัมผัสบรรยากาศบนหอคอยนี้ ถือว่ามาไม่ถึงซีแอตเทิลนะคะ

  ลงมาจาก Space Needle แล้ว ต้องแวะ Chihuly Garden และ Glass Museum ซึ่งตั้งอยู่ติดกัน เป็นสถานที่แสดงงานศิลปะของศิลปิน Dale Chihuly ผู้ซึ่งเกิดและเติบโตในซีแอตเทิล ณ ปัจจุบันศิลปินผู้นี้ยังดำรงชีวิตและทำงานด้านศิลป์ ผลงานที่สำคัญของเขาจะเป็นรูปปั้นแก้วอิสระ งานศิลปะขนาดใหญ่ ภาพเขียนและภาพวาด ที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ สวน สภาพแวดล้อมเชิงสถาปัตยกรรม และแกลเลอรี่ Dale Chihuly ได้ถูกเลือกให้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนบ้านเกิดเมืองนอนของเขาด้วยการนำผลงานของเขามาแสดงเป็นจุดดึงดูดที่น่าสนใจในเชิงธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งโครงการนี้ร่วมกับอีกหลายองค์กรที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร รวมถึงสถาบัน Pratt Fine Arts Centre, Pilchuck Glass School และ ArtsFund

 

บนพื้นที่ 1.5 เอเคอร์แบ่งออกเป็นส่วนในอาคารและนอกอาคาร ความกว้างภายในอาคารในเนื้อที่ 1134 ตารางเมตร เป็นพื้นที่ของแกลเลอรี่ โชว์งานศิลปะเป่าแก้วที่มีสีสันมากมาย สวยงาม และตระการตามาก ๆ โดยแยกออกเป็นซีรี่ตามหอแสดงผลงานศิลปะ มีตั้งแต่ Neon and Glass Forest, a Northwest Room, a Sealife Tower, a Persian Ceiling, a Mille Fiori Platform, a Boat, a Chandelier Room และ Macchia Forest ค่ะ ซึ่งภายในหอแสดงงานศิลปะยังประกอบไปด้วยคาเฟ่ที่มีทางออกไปยังมุมที่นั่งที่อยู่กลางลานนอกอาคาร บริเวณของร้านค้า ร้านหนังสือ โรงภาพยนตร์สำหรับ 50 ที่นั่ง และส่วนขายตั๋ว… การแสดงผลงานของ Chihuly ในบ้านกระจกสูงบนพื้นที่ 418 ตารางเมตรนั้น เป็นงานผสมผเสของโคมไฟระย้าสีแดงและเหลืองสไตล์เปอร์เซีย ส่วนพื้นที่นอกอาคารเป็นบริเวณของสวนที่แสดงงานศิลปะเรียกว่า ‘Seven walkway Chandeliers’ ค่ะ สำหรับนักช้อป ร้านขายหนังสือต่าง ๆ รวมถึงของเด็กเล่น ผลิตภัณฑ์เครื่องเขียนศิลปะ และของฝากมีให้เลือกมากมาย หรือนั่งทานข้าว พักผ่อน จิบชากาแฟที่ ‘Collections Cafe’ ก็ไม่ควรพลาดนะคะ ร้านนี้มีแต่ของสะสมเก่า ๆ แบบวินเทจประดับประดาตามกำแพงหรือห้อยตามมุมต่าง ๆ ของร้าน น่ารักดีค่ะ ซึ่งของเหล่านี้หาดูได้ยากแล้ว ได้พบได้เห็นทำให้นึกถึงวันเก่า ๆ

 

  เขมเดินทางกลับบ้านด้วยเที่ยวบินพิเศษกับการบินไทย TG 8938 ออกจาก Paine Field บินเครื่องเปล่าจากเมืองซีแอตเทิลตรงสู่กรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมง เป็นครั้งแรกที่ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์ของการบินไทยอย่างใกล้ชิด แม้กระทั่งเสริฟอาหารด้วยตนเอง ไร้ลูกเรือและผู้โดยสาร ช่างเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจจริง ๆ ค่ะ I fly THAI

  Travel memo Visa: ต้องทำเรื่องขอวีซ่าจากสถานฑูตสหรัฐอเมริกา หารายละเอียดได้ที่นี่ http://thai.bangkok.usembassy.gov/visas.html Currency: ประเทศสหรัฐอเมริกาจะใช้สกุลเงินที่เรียกว่าดอลลาร์ “Dollar” Climate: ภูมิอากาศของซีแอตเทิลจะได้อิทธิพลมาจากมหาสมุทร ฤดูหนาวจะเปียกชื้น ฤดูร้อนจะร้อนแห้ง และเป็นเมืองที่ติดอันดับต้น ๆ จากการวัดปริมาณของน้ำฝนต่อปี ฝนตกชุกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม แต่ไม่ว่าจะฤดูไหนก็ยังมีฝนตกอยู่บ้าง ควรเตรียมร่มไปด้วย ฤดูหนาวที่นี่จะเย็นและเปียก อุณหภูมิจะอยู่ที่ 2-4 องศาเซลเซียส ในฤดูร้อนจะอบอุ่นและแห้ง อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 23 องศาเซลเซียส ทางชานเมืองตะวันออกของซีแอตเทิลจะมีสภาพอากาศที่แตกต่างกัน คือ ร้อนจัดกับหนาวจัด ซึ่งในตัวเมืองซีแอตเทิลจะเบาบางกว่าWhat you should know:

  • บริษัทโบอิ้งเปิดให้บริการเยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องบินพาณิชย์ โดยอนุญาติให้เด็กที่มีส่วนสูง 122 ซม. เป็นต้นไปเข้าชม แต่จะไม่อนูญาติให้ถ่ายภาพหรือบันทึกกล้องวีดีโอ การเยี่ยมชมโรงงานจะใช้เวลาประมาณ 90 นาที ซึ่งระหว่างการเยี่ยมชมนั้นไม่สามารถเข้าห้องน้ำได้ ฉะนั้นควรเตรียมตัวให้ดีก่อน สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.boeing.com/commercial/tours/index.html

Special Thanks Thai Airways International Public Company Limited 89 Vibhavadi Rangsit Road, Chatuchak, Bangkok 10900 Reservation +66 (0) 2356 1111 www.thaiairways.com

Tagged with: