มะดะบา (Madaba)

DSCF0025

 มะดะบา

DSCF0132

DSCF0120

 มะดะบา (Madaba) มุ่งไปทางใต้จากอัมมานบนทางหลวง King’sHighway ถนนนี้มีอายุกว่า 5,000 ปี ซึ่งการเดินทางนั้นจะเต็มไปด้วยความทรงจำ ผ่านโบราณสถานที่สำคัญตลอดเส้นทาง เมืองที่เราได้สัมผัสก่อนมีนามว่า “The City of Mosaics” เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของสถาปัตยกรรมโมเสคในศตวรรษที่ 5-15 ของอาณาจักร Byzantine มะดะบะเป็นสถานที่เกิดสร้างชื่อลือโลกของแผนที่โมเสคของเยรูซาเล็มและปาเลสไตน์มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่6 โดยใช้ชิ้นหินสีแจ๊ดๆ กว่าสองล้านชิ้นบรรยายเป็นภาพภูเขา หุบเขา ชุมชนหมู่บ้านไกลจนถึงเขต Nile Delta ภาพนั้นใหญ่มากค่ะ แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก สีของโมเสคก็จืดจางลง รูปภาพโมเสคที่นี่ส่วนมากจะขาดๆ แหว่งๆ จุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือในเมืองมะดะบะคือ แผนที่โมเสคเมืองมะดะบะที่ปกคลุมพื้นของโบสถ์ St.George ซึ่งเป็นโบสถ์ถือหลักความเชื่อและปฎิบัติในคริสต์นิกาย Orthodox ของชาวกรีก โบสถ์นี้สร้างเมื่อปี 1896 และสร้างต่อจากซากโบสถ์ที่หลงเหลืออยู่ก่อนศตวรรษที่ 6 สมัย Byzantine แผ่นกระดานโมเสคแผนที่นั้นมีขนาด 15.6 x 6 เมตร (94 ตรม.) เพียงแค่ ¼ ได้ถูกปกป้องรักษาไว้  ยังมีผลงานชิ้นเอกโมเสคอีกหลายชิ้นที่ถูกค้นพบในโบสถ์ของสาวกเผยแพร่คริสตศาสนา ซึ่งจะถูกแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดี(Archaeological Museum) กล่าวเป็นเรื่องราวของดอกไม้ พืช นก ปลา และสิงสาราสัตว์จากดินแดนอื่น รวมถึงตำนานต่างๆ เรื่องประจำวันของการล่าสัตว์ การตกปลา และการทำนา ในความจริงแล้วมีโมเสคจากศตวรรษที่ 5-7กระจัดกระจายนับเป็นร้อยชิ้นทั้งในบ้านและโบสถ์ตลอดเมืองมะดะบะ ดังนั้นที่นี่จึงมีชื่อว่าเมืองแห่งโมเสคไงค่ะ โมเสคเป็นงานศิลปะที่งดงาม มีความละเอียดและไม่ง่ายเหมือนกับงานศิลปะภาพวาด เขมมีเคล็ดลับกรรมวิธีการทำภาพโมเสคมาฝากด้วยค่ะ จะเล่าไปเป็นขั้นตอนนะคะ  เริ่มแรกวาดภาพลงบนผ้าขาวสะอาด แล้วตัดหินโมเสคเป็นชิ้นตามขนาด ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 1 มล. จนถึง 1 ซม. ต่อด้วยการใช้กาวติดที่ละชิ้น (กาวทำมาจากแป้งชนิดพิเศษผสมน้ำเท่านั้น) ซึ่งเป็นกาวติดชั่วคราว หลังจากนั้นนำรูปภาพที่ติดหินโมเสคเสร็จแล้วมาวางในกรอบเหล็ก พลิกเอาด้านบนลงล่างแล้วฉาบด้วยซีเมนต์บนด้านที่ไม่ได้ติดกับผ้าขาว ที่เค้าต้องกลับด้านบนลงล่างเพื่อในผิวหินโมเสคเท่ากันและเรียบ ซีเมนต์นี้ใช้เวลา3-4 วันจึงจะแห้ง พอแห้งแล้วก็จะดึงผ้าสีขาวออกโดยน้ำไปแช่ในน้ำร้อน ซึ่งกาวจะลอกออกในน้ำได้ง่าย ขั้นตอนต่อไปก็ทำความสะอาดให้ผิวหินโมเสคเรียบ สุดท้ายก็ลงเคลือบเงาค่ะ สิ่งที่เขมอเมซิ่งคือสีของหินโมเสคที่เราเห็นนี้เป็นสีธรรมชาติ ไม่มีการย้อมหรือแปลงสีใดๆ หินโมเสคนี้มีคุณภาพสูง เขมได้ทดลองตัดหินเป็นชิ้นๆดู ตัดยากม๊าก แถมยังต้องใช้แรงกดในการตัดอีกด้วยค่ะ!  ถ้าใครสนใจต้องการซื้อภาพหินโมเสคกลับบ้าน อะนี่ที่อยู่นะคะ Mount NEBO Handcraft Centre, Madaba Treasures, P.O. Box 136, Madaba 17110 Jordan โทร. +962 5 3241324 เวลาทำการทุกวัน 8 โมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม อย่าลืมต่อราคาลงเยอะๆ นะคะ ของเค้าสวย ทำก็ยาก ราคาก็ต้องสูงเป็นเรื่องธรรมดาของโลกการค้านะค้าาาาา

DSCF0013

DSCF0019

DSCF0025

จอร์แดนเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของโบราณคดีตั้งแต่ซากปรักหักพังในยุค Neolithic (หรือNew Stone Age เป็นช่วงเวลาของการพัฒนาเทคโนโลยีมนุษย์ เริ่มต้นราวๆ 9000 BCE ในทวีปตะวันออกกลาง ตามหลักเกณฑ์แล้วจะถึงว่าเป็นช่วงสุดท้ายของมนุษย์หิน) จนถึงปราสาททะเลทรายในสมัยพระเจ้า Omayyad ค่ะ หนึ่งหลักสำคัญในทรัพย์สมบัติของชาติซึ่งถึงว่าเป็นสิ่งเดียวที่ปลุกเร้าคนได้ทั้งทั่วประเทศและทั่วโลกคือ เพตรา (Petra) หรือที่เรียกกันว่า “Rose-red City” ที่เรียกกันชื่อนี้ก็เพราะเป็นเมืองที่สร้างจากหินทรายธรรมชาติสีชมพูแดงไงค่ะ เป็นสถานที่ที่ถูกให้เป็น UNESCO World Heritage Site แล้วในปัจจุบันค่ะ เพตราเป็นทรัพย์สมบัติของชาวนาบาเทียน (Nabatean) เกิดขึ้นมาได้จากการอุตสาหะของชาวอาหรับที่เข้ามาตั้งรกรากทางใต้ของจอร์แดนมากกว่า 2000 ปีที่แล้ว หลังจากการอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ชาวนาบาเทียนจึงกลายเป็นผู้ครองเส้นทางการค้าสมัยก่อนในแหลมอาระเบียของเอเชียตะวันตกเฉียงใต้มีตั้งแต่การจัดเก็บภาษีค่าธรรมเนียมในการใช้ถนนและที่กำบังให้กับขบวนคาราวานที่บรรทุกผ้าไหม และเครื่องเทศจากอินเดีย งาช้างและหนังสัตว์จากแอฟริกา คิดๆ ดูแล้วในสมันนั้นเพตราน่าจะร่ำรวยมาก มีแต่รายได้ทั้งนั้น อาณาจักรนาบาเทียนยั่งยืนมาหลายศตวรรษ และเพตราได้ถูกยกย่องสรรเสริญให้เป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัฒนธรรมที่ประณีตสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ และความคิดสร้างสรรค์ของการสร้างเขื่อนและช่องทางเดินน้ำ ทายสุดจักรพรรดิ์โรมัน Trajan เข้ายึดครองอาณาจักรนี้ไว้ได้ ตามมาด้วยผู้ปกครอง Myriad ในศตวรรษที่ 16 เพตราได้สูญหายไปในฝั่งตะวันตกเกือบ 300 ปีเลยล่ะค่ะ หายไปนานเหมือนกันนะเนี๊ย และในปี 1812 นักเดินทางชาวสวิสมีชื่อว่า Johann Ludwig Burckhardt ได้พยายามเกลี้ยกล่อมไกด์ของเขาเข้าไปตามล่าหาความจริงจากข่าวลือของเมืองที่สูญหายไป นักเดินทางผู้นี้ได้เขียนไว้ว่า“น่าจะเป็นไปได้ว่าซากที่หลงเหลืออยู่ที่ Wadi Musa คือเพตราสมัยโบราณ” สิ่งที่ดึงดูดใจของเพตราคือ สถานที่ตั้งที่อยู่ในช่องแคบลึกในหุบเขาทะเลทราย เป็นเมืองอลังการซ่อนในหุบเขาจริงๆ ค่ะ คนสมัยก่อนทำได้ยังไง เขมไม่เข้าใจ เก่งจริงๆ ถ้าเดินจากทางเข้าหลักไปสู่รอยแยกกรีดตลอดหิน หรือ siq ซึ่งเกิดจากแผ่นดินไหวในโบราณกาล เดินต่อไปทะลุผ่านระหว่างกำแพงหน้าผาประมาณ 200 ม. ผ่านข้อความที่จารึกภาษาโบราณ และห้องหินทรายตัดเป็นวงหอย สุดทางของ Siq คือ ปูชนียสถานมหัศจรรย์ที่โด่งดังก้องโลกเรียกว่า Treasury ค่ะ โอ้โห ตอนที่เห็นนั้นพูดไม่ออกเลย เราได้เห็นของจริงแล้วหรือเนี๊ย อย่างเหลือเชื่อ ถ้าใครนึกไม่ออกว่าTreasury คืออะไร ก็ลองนึกถึงรูปภาพปูชนียสถานหินทรายสีชมพูแดงที่มีเสา Corinthian อยู่ตามหน้าหนังสือท่องเที่ยวอะค่ะ ที่นี่เคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Hollywood เรื่อง Indiana Jones and the Last Crusade ซึ่งเรื่องนี้เองที่มีส่วนในการทำให้ผู้คนชาวโลกทั้งหลายรู้จักเพตราดีขึ้น การเดินและการปีนสำรวจเพตรายังไม่จบสิ้นนะคะ นอกจาก Treasury แล้วยังมีสถาปัตยกรรมอีกหลายร้อยแห่งที่อยู่ที่นี่ รวมถึงพระราชวังหลุมฝังศพในสไตล์โรมัน ที่อาบน้ำ โรงประกอบพิธีฌาปนกิจศพ วัดต่างๆ โรงละคร 3000ที่นั่งสร้างตั้งแต่เริ่มแรกของศตวรรษที่ 1 และรูปวาด การแกะสลักนูนบนหินทรายที่ไม่ควรพลาด ความจริงแล้วถ้าอยากดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วละก้อ ต้องใช้เวลาที่นี่อย่างน้อย 3 วันค่ะ ถ้ามีเวลาน้อย 1 วันก็พอแต่ต้องทำเวลาหน่อยนะคะ อย่ามัวโอ้เอ้ในแต่ละที่ละกันน้า สำหรับคนที่ไม่ถนัดกับการเดินมาก ที่นี่มีบริการให้ขี่อูฐด้วยค่ะ เมื่ออยู่ในเพตราให้สังเกตดูสีของหินทรายในแต่ละที่ว่ามีความงดงามแค่ไหน มีสีที่แตกต่างกัน เท่าที่เขมสังเกตเห็นจะมีสีชมพู แดง ขาว เทา ส้ม ฟ้า ม่วง ดำ เหลือง ซึ่งเป็นสีธรรมชาติทั้งหมดเลยค่ะ เนื่องจากความสวยงามของสีทราย  ของที่ระลึกจากเพตรานั้นมักจะเป็นงานศิลปะทรายสีสันต่างๆ ในขวดแก้ว ซึ่งเขาว่ากันว่ามีมาหลายทศวรรษแล้ว ริเริ่มจากชาวพื้นเมืองเพตราชื่อ Mohammed Abdullah Othman ผู้ซึ่งสอนตนเองในเรื่องของงานฝีมือตั้งแต่วัยเด็ก สะสมเครื่องมือในการทำจากภูเขาและถ้ำรอบข้าง และด้วยเหตุที่มีปริมาณสีหินทรายที่แตกต่างกันมากกว่า 20 สีในเพตรา Othman และผู้ที่ลอกเลียนแบบในปัจจุบันจึงไม่จำเป็นย้อมสีทรายเลยหล่ะค่ะ ราคาต่อขวดก็ไม่แพงมากนะคะ เอาหล่ะ…. เขมมีเกล็ดเล็กน้อยมาฝากค่ะ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไปเพตราคือช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายแก่ๆ เพราะเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ทำปฏิกิริยากับหินทรายหลากสีเหล่านั้นให้มีชีวิตชีวา ซึ่งเราสามารถมองเห็นความสง่างามของเพตราเหมือนกับที่นักเดินทางชาวสวิสJohann Ludwig Burckhardt เห็นในปี 1812 ฟังดูเท่ไหม๊ล่า?

DSCF0054

DSCF0057

DSCF0062

ที่ที่เขมใฝ่ฝันและต้องการมาสัมผัสความจริงในทะเลทรายก็มาถึงแล้ว พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่นึกว่า “เหมือนในหนังเลย ภาพทะเลทราย อูฐ พวกเบดูอิน” ที่เขมกำลังจะพูดถึงคือ วาดิรัม (Wadi Rum) เป็นทะเลทรายที่งดงามใหญ่ที่สุดในจอร์แดน ถึงว่ามีที่เดียวก็ว่าได้ค่ะ การก่อรูปแนวหิน ความหลากหลายของทรายห้าสีตั้งแต่สีเหลืองเข้มจนถึงสีแดงเข้ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวาดิรัมๆ อยู่ห่างจากทางใต้ของเพตราประมาณ100 กม. ในเชิงทางธรณีวิทยา ส่วนประกอบที่นี่จะคล้ายคลึงกำแพงหินที่เพตรา ภายหลังกว่าหนึ่งพันปีที่กระแสลมได้กัดกร่อนหินทั้งหลาย ทำให้มีรูปทรงที่แปลก วาดิรัมจึงมีภูมิทัศน์ที่มีเสน่ห์ มีความสวยงามที่โดดเด่นเป็นพิเศษ สร้างความสนใจให้แก่นักที่องเที่ยวมาหลายทศวรรษ และภาพยนตร์ Lawrence of Arabia ทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้กันดีอีกแห่งหนึ่งในจอร์แดน การสำรวจในวาดิรัมนั้นมีหลายรูปแบบ โดยการขี่อูฐ ขี่ม้า เดินทางไกลด้วยเท้าหรือสะดวกที่สุดคือนั่งรถจี๊ป off-road ซึ่งมีให้เช่าพร้อมคนขับแต่อย่าไปคาดหวังอะไรมากนะคะ รถจะออกเก่าๆ ไม่มีความสมบูรณ์เลย ไม่รู้ว่าจะเหมือนกันทุกคันหรือเปล่านะ แต่คันที่เขมได้สัมผัสมานั้น ก็ใช่ย่อย กระจกหลังรถร้าว ไม่มีที่ปัดน้ำฝน เพราะฉะนั้นกระจกข้างหน้ามองไม่ได้เลย เพราะมีแต่คราบสกปรก ส่วนกระจกที่นั่งข้างหลังหมุนขึ้นไม่ได้ ฝุ่นคลุ้งเข้ามาในรถ บางทีก็มีแบบว่าสตาร์ทเครื่องไม่ติด โอ้ย…. ฮาจะตาย! ผจญภัยของจริงเลยนะเนี๊ย จุดที่น่าสนใจในวาดิรัมมีหลายจุด ซึ่งขึ้นอยู่กับเราว่ามีเวลาท่องเที่ยวนานแค่ไหน เราสามารถทำได้ตั้งแต่ 1 ชั่วโมงจนถึง 8 ชั่วโมง หรือนอนค้างอ้างแรมในเต็นท์สไตล์เบดูอินก็ทำได้ ซึ่งเขมไม่มีโอกาสเพราะไปตอนหน้าหนาวอะค่ะ แต่ดูจากสภาพแวดล้อมแล้ว ตอนกลางคืนน่าจะสวยมากๆๆๆ เพราะที่นี่ปลอดมลพิษ ท้องฟ้าน่าจะเต็มไปด้วยดาวแล้วก็ดาวเหมือนที่ภูฐานเป็นแน่ ตลอดการสำรวจเราจะได้สัมผัสความกว้างใหญ่ของดินแดนแห่งทะเลทราย หินในรูปร่างต่างๆ ในสีที่แตกต่างกันตามแสงอาทิตย์  ในวาดิรัมนี้มีการอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ คาดการว่าเป็นช่วงหลังของยุคหินจากหลักฐา    นภาพวาดหรือเขียนบนกำแพงหิน และอุปกรณ์หินทิ้งไว้ตามทางผ่าน ในบางหุบเขาเคยเป็นที่อยู่ของนักล่าและคนพเนจรมาที่นี่ไม่ได้มาดูวิวทะเลทรายแต่เพียงอย่างเดียวนะคะ แต่ทว่าได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมา การเป็นอยู่ของพวกเบดูอินอีกด้วยค่ะ

DSCF0085

DSCF0109

Travel memo

Visa:เข้าประเทศจอร์แดนต้องทำวีซ่า ใช้เวลาทำประมาณ 5 วันทำการ

Currency:ประเทศจอร์แดนใช้สกุลเงินที่เรียกว่า ดีนาร์จอร์แดน “Dinar” แต่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐสามารถใช้ได้ทุกที่

Climate: จอร์แดนมีภูมิอากาศเมดิเตอร์เรเนียน สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี อัมมานมีแดดจัดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม อุณหภูมิประมาณ 23 เซลเซียสในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ล่วงจะเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุดในการท่องเที่ยว อุณหภูมิจะอยู่ประมาณ 16-22 เซลเซียส เดือนที่ร้อนและแห้งแล้งที่สุดในจอร์แดนคือเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ในฤดูหนาว อากาศที่นี่หนาวมาก โดยเฉพาะในอัมมานและเมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกค่ะ

How to get there:สามารถบินตรงด้วยสายการบิน Royal Jordanian Airline มีเที่ยวบินทุกวันโดยเครื่องบิน A310 ให้บริการชั้นประหยัดและชั้นธุรกิจด้วยเก้าอี้เอียงนอนสบายและหรูหรา

Updated – May 2009

Flight no. Day From ETD To ETA
RJ 181 MON/WED/FRI/SUN สุวรรณภูมิ 23:15 อัมมาน 04:00+1
RJ 183 TUE/THU/SAT สุวรรณภูมิ 23:15 อัมมาน 04:00+1
RJ 180 MON/WED/FRI/SUN อัมมาน 00:55 สุวรรณภูมิ 14:25
RJ182 TUE/THU/SAT อัมมาน 00:55 สุวรรณภูมิ 14:25

 

What you should know:

  • ควรดื่มน้ำจากขวดน้ำที่มีวางขายตามร้านค้าเท่านั้น
  • ควรเตรียมเงินดีนาร์ (แบงค์ย่อย) เช่น 1 ดีนาร์ไว้เยอะพอสมควร สำหรับทิปคนยกกระเป๋าที่โรงแรม หรือถ้าต้องการความช่วยเหลือจากคนท้องถิ่น ให้เตรีมทิปเผื่อไว้เพราะเขาคาดหวังจากเราด้วยค่ะ
  • ค่าไกด์และคนขับรถส่วนใหญ่จะคิดประมาณ US$30 ต่อคนต่อวัน
  • วันหยุดทำงานในจอร์แดนคือ วันศุกร์และวันเสาร์ แต่สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์จะเป็นวันศุกร์และวันอาทิตย์
  • ควรเตรียมกระดาษทิชชูไปเยอะๆๆๆๆๆ
  • จอร์แดนเป็นประเทศมุสลิม เพราะฉะนั้นไม่ควรสวมใส่เสื้อแขนกุดหรือสายเดี่ยว กางเกงขาสั้น ควรสวมใส่แต่เสื้อแขนยาวกางเกงขายาวนะคะ และควรใส่รองเท้าสบาย หรือผ้าใบเพราะเดินเยอะค่ะ
  • ควรขออนุญาติคนท้องถิ่น (เจ้าตัว)ไม่ว่าใครก็ตามก่อนถ่ายรูปเขา และต้องให้ทิปด้วยนะคะ

 

Special Thanks

Royal Jordanian Airline                                                       Sheraton Amman Al Nabil Hotel & Towers

4/F, C.P. Tower, 313                                                             P.O. Box 840064, Amman 11184 Jordan

Silom Road, Bangrak,                                                           Tel:  +962 6 593 4111

Bangkok 10500 Thailand                                                      Fax: +962 6 593 4222

Tel:  +66 (0) 2638 2960                                                         www.sheraton.com/amman

Fax: +66 (0) 2638 2966

www.rj.com

 

Marriott Petra                                                                        Mövenpick Resort & Spa Dead Sea

Queen Rania Road                                                                Sweimeh, Dead Sea Road

P.O. Box 150, Wadi Mussa                                                   P.O. Box 815538,

Petra, Jordan                                                                          Amman 11180, Jordan

Tel:  +962 3 215 6407                                                           Tel:  +962 5 356 1111

Fax: +962 3 215 7096                                                            Fax: +962 5 356 1126

Email: petra@marriotthotels.com                                      Email: resort.deadsea@movenpick.com

www.petramarriott.com                                                       www.movenpick-deadsea.com