นักปั่นจักรยานไทยบุกดินแดนอิตาลี (Giro della Toscana)

2014-08-10_042011

ครั้งแรกกับการปั่นจักรยานของนักปั่นชาวไทยในแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี ที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสบนถนนเส้นทางปั่น วัฒนธรรม และธรรมชาติอย่างแท้จริง ซึ่งแคว้นทัสคานีเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักปั่นจักรยานจากหลายทวีปต่างนิยมมากันมาก และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “Beautiful & Challenging” ด้วยเหตุนี้เอง นักปั่นคนไทยอย่างเราจากทวีปเอเชียต้องไปพิสูจน์หาความจริงว่า มันเป็นอย่างที่เค้าว่ากันหรือเปล่า และได้ความมาว่า…

ทัสคานี หรือ ทอสคานาในภาษาอิตาเลียน มีภูมิประเทศที่งดงาม ลักษณะเป็นหุบเขา พื้นที่ปกคลุมไปด้วยสีเขียวจากความสมบูรณ์ของต้นไม้ เกษตรกรรมต่าง ๆ และไร่ไวน์ โดยมีต้นไซปรัสตั้งตระหง่านสูงตามเนินเขาต่าง ๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่น นอกจากนี้ศาสตร์การทำอาหารพื้นเมืองต่าง ๆ ยังบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแคว้นนี้ เช่น การทำเส้นพาสต้า Pici การทำชีส Percorino เห็ดทรัฟเฟิลชื่อดังราคาแพง ไวน์บรูเนลโล เนื้อวัว Chianina ล้วนแล้วแต่จากแคว้นนี้ทั้งนั้น ส่วนภาษาอิตาเลียนที่พูดกันในแคว้นทอสคานา ยังเป็นที่ยอมรับว่าสำเนียงส่อภาษาการพูด แบบชาวอิตาลีอย่างแท้จริงอีกด้วย

ฟังแค่นี้ก็น่าตื่นเต้นแล้ว ยั่วกิเลสสุด ๆ แต่ก็คงไม่เท่ากับการไปสัมผัสด้วยตนเองหรอกค่ะ เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยสายการบินไทย เช็คอินแล้วชั่งน้ำหนักจักรยาน จัดการโหลดที่ Oversized baggage ซึ่งทางการบินไทยมีระบบของการแยก Container ระหว่างรถจักรยานและกระเป๋าเดินทาง เพื่อไม่ให้มีการปะปนกัน ไปถึงวันแรกนั่งรถบัสจากกรุงโรมประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าไปเมืองเพียนซ่า ในจังหวัดเซียนน่าของแคว้นทัสคานี รับประทานอาหารกลางวันมื้ออร่อยที่โรงแรม เป็นร้านอาหารกลางแจ้ง อากาศเย็นสบาย บริสุทธิ์ ชมวิวธรรมชาติของหุบเขา ยืดเส้นยืดสายกันซะหน่อย ช่วงบ่ายเป็นช่วงประกอบจักรยาน ทำความรู้จักกับไกด์ และเส้นทางปั่นเป็นพอสังเขป เอารถจักรยานไปซ้อมปั่นในเมืองระยะสั้น ๆ เตรียมตัวสำหรับการปั่นของวันแรกในวันรุ่งขึ้น จากนั้นไปเดินเล่นเยี่ยมชมเมืองเพียนซ่า ซึ่งเป็นเมืองมาตรฐานของวิถีชีวิตคนในนครช่วงยุคเรอเนสซองซ์ เมืองเพียนซ่าถูกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และบริเวณหุบเขา Val d’Orcia ได้ขึ้นเป็น World Cultural Landscapes อีกด้วยค่ะ ที่นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ มีกลิ่นอายสมัยโบราณจากตึกรามบ้านช่อง ความน่ารักจากการประดับประดาของเจ้าของร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ติดอันดับต้น ๆ แห่งแคว้นทัสคานีเลยทีเชียว ใครได้มาเยี่ยมเมืองนี้ต่างก็หลงไหลกันทั้งนั้น แม้กระทั่งเขมเอง ไปกี่ครั้งก็ยังสามารถเก็บความทรงจำดี ๆ ไว้ได้ทุกครั้ง ขนาดเจ้าอุด้ง (น้องหมาท่องเที่ยวของ เวิลด์ ทราเวล จอย) ยังมีจุดประจำของเค้าที่ต้องไปยกขาทุกครั้งที่เดินผ่าน เดินเล่นอย่างสบายใจ… ในช่วงท้ายของวัน เราไปเยี่ยมชมวิธีการทำชีส Pecorino เป็นการทำชีสพื้นเมืองที่หาดูได้แต่ที่นี่เท่านั้น ซึ่งเป็นชีสที่ทำจากนมแกะ ชื่อนั้นกำเนิดมาจากคำว่า “Pecora” ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า “แกะ” รสชาติคล้าย ๆ Cheddar cheese ศึกษาหาความรู้เข้าตัวพอสมควร แล้วทำการลองชิมชีสในรสชาติต่าง ๆ ซึ่งมาจากการบ่มที่แตกต่างกัน ประมาณว่าเหมือนการบ่มไวน์ ยิ่งบ่มนานยิ่งมีรสชาติดี อร่อย และราคาสูงด้วยค่ะ ค่ำนี้จบด้วยมื้ออาหารที่เต็มไปด้วยโปรตีนจากเนื้อ Chianina ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์วัวที่เก่าแก่ มากกว่า 2000 ปีที่แล้ว ก่อกำเนิดในบริเวณหุบเขาของ Valdichiana ขนาดของชิ้นเนื้อแบบ T-bone ให้ชื่อเสียงมากที่สุด แต่ไม่ว่าจะเป็น Sirloin, Tenderloin หรือ T-bone รสชาติของเนื้อนั้นนุ่ม แน่น มีเนื้อมาก และฉ่ำ ยิ่งถ้าได้ปรุงแต่งกับเห็ดทรัฟเฟิลแล้วล่ะก็ อาหารจานนี้ต้องอร่อยที่สุดในโลก เพราเห็ดนี้มีรสชาติดีและมีกลิ่นหอม เห็ดทรัฟเฟิลแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ทรัฟเฟิลสีขาว ที่มีราคาแพงกว่าทรัฟเฟิลสีดำ การปลูกเห็ดทรัฟเฟิลนี้ ในทางชีววิทยาจะเป็นการปลูกที่ต้องควบคู่ไปกับการปลูกต้นโอ๊ค ต้นเฮเซล หรือต้นป๊อปล่า เป็นการปลูกแบบภาวะพึ่งพิงซึ่งกันและกัน หรือเป็นการเอื้อประโยชน์กัน ซึ่งจะออกเป็นดอกเห็ดในช่วงฤดูใบไม้ล่วง ในปี 2009 ราคาของเห็ดทรัฟเฟิลสีขาวเคยขึ้นไปถึงกิโลละ 426,000 บาท ซึ่งเชฟส่วนใหญ่จะนำมาปรุงแต่งอาหารเพียงเล็กน้อย เนื่องจากราคาที่สูงและกลิ่นหอมแรงอีกด้วย สำหรับผู้ที่ชอบทานเนื้อวัว มาแคว้นนี้แล้ว ต้องห้ามลืมลองทานเนื้อ Chianina และเห็ดทรัฟเฟิลนะคะ

วันแรกของการปั่นจักรยานจากเพียนซ่ามุ่งหน้าสู่เมืองเล็กมีชื่อว่า “Trequanda” เป็นเส้นทางปั่นผ่านภูมิทัศน์ที่งดงามของ Val d’Orcia ผ่านเมืองเล็ก ๆ อย่าง San Quirico เป็นเมืองที่น่ารักจริง ๆ มีสวน San Quirico d’Orcia เป็นสวนตัวอย่างที่สง่างามในแบบฉบับของอิตาลี แวะจิบกาแฟ และรับประทานอาหารกลางวันที่ Pizzeria พิซซ่าสูตรดั้งเดิมถาดมหึมาเพิ่มพลัง แป้งบาง ซึ่งเป็นต้นฉบับของพิซซ่าในภาคกลางของอิตาลี จากนั้นปั่นต่อผ่านหมู่บ้าน Torrenieri ของเมืองมอนเทลชิโน (Montalcino) และ San Giovanni d’Asso หนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงของเห็ดทรัฟเฟิลสีขาว แล้วปั่นมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ ผ่านเมืองที่เป็นสัญลักษณะของทางใต้ทัสคานี หยดุพักที่ Monte Oliveto Maggiore หนึ่งในพระอารามเบนเนดิคทีนที่สำคัญในอิตาลี ก่อนที่จะถึงที่พักหรูหราวิลล่า บอสคาเรลโล (Villa Boscarello) ปั่นตัดผ่านบริเวณที่มีชื่อเสียง Crete ซึ่งเป็นส่วนที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Badlands” คือ บริเวณที่มีผืนดินแห่ง มีการก่อรูปหินในลักษณะแปลก ที่เกิดจากการกัดกร่อนจากสภาพอากาศ มีบ้านไร่โดดเดี่ยวขนาบข้างไปด้วยต้นไม้ไซปรัสตามเนินต่าง ๆ ทิวทัศน์ตลอดเส้นทางทำให้ทุกคนต้องร้องกันว่า “ว้าว” กันทั้งนั้น แต่ไม่รู้ว่านักปั่นที่เต็มไปด้วยพลังอย่างนาวิน ต้าร์ ได้ร้องกับเค้าบ้างหรือเปล่า เพราะพี่แกปั่นจริงจัง นำหน้าแซงไกด์อีกต่างหาก ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มันมาก เพราะหลังจากที่ไกด์ต้องปั่นเฆี่ยนตัวเองไปตามนาวิน ต้าร์ คนอื่น ๆ ก็เริ่มติดสปีดกันใหญ่ เหมือนดูแข่งจักรยานสด ๆ กลางสนามแข่งเลยล่ะค่ะ ปั่นถึงบ้านพักอย่างปลอดภัย จบแล้ว 60 กิโลเมตรของวันแรก เห็นหน้าแต่ละท่านปั่นแบบจริงจังมาก บ้างก็แบบชิวของจริง แอบหยุดกลางทางบ้างไรบ้าง หรือหยุดเก็บภาพตามทางไปเรื่อย ๆ หรือขอหยุดพักยกเอาจักรยานขึ้นรถ มาแบบหลายรูปแบบต่าง ๆ นา ๆ ได้อรรถรสจริง ๆ วันนี้เราเปลี่ยนที่พักจากโรงแรมที่เพียนซ่าในคืนแรกมาเป็นวิลล่าหรูส่วนตัว ซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ มีความเป็นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 บนพื้นที่ 212 เฮกเตอร์ เป็นของตระกูลเก่าแก่ Duccio Pometti ซึ่งสืบทอดเชื้อสายมาจากตระกูลดังชาวเซียนนา โครงสร้างของบ้านยังคงเดิมของกาลเวลา ความอบอุ่นของบรรยากาศ และมนต์เสน่ห์ของการเป็นอยู่ของชาวทัสกัน ในสไตล์ 10 ห้องนอน พร้อมห้องรับแขกขนาดเล็กและใหญ่ ห้องทานข้าวในบ้านและนอกบ้าน ห้องนั่งเล่น ระเบียงจุดนัดพบปะสังสรรค์ สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และยังมีแม่ครัวประจำวิลล่าทำอาหารมื้อค่ำเสริฟพร้อมไวน์ทุกวัน นั่งคุยกันไป ดื่มไป แย่งสัญญาณ wi-fi กันไป ช่างเป็นบรรยากาศที่รื่นเริง

วันที่สองเบาลงมาแค่ 50 กิโลเมตร โอ้ยฟังดูง่าย ๆ ซึ่งเป็นเส้นทางเริ่มปั่นจากบ้านพักขึ้นไปบนเนินเขาแบบเบา ๆ ไปถึงเมือง Trequanda แล้วต่อด้วยการปั่นทางยาว ลงเนินเขาจนไปถึงถนนเรียบใน Val di Chiana ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นพื้นที่ต่ำที่เป็นหนองน้ำ หลังจากนั้นปั่นไต่ระดับขึ้นเขาสูง อันนี้ล่ะค่ะเป็นเนินปราบเซียน เพราะทั้งสูงและระยะทางยาว แต่ก็ไม่สามารถปราบเซียนบางคนได้ เพราะปั่นขึ้นมาแบบจักรยานแล่นฉลิวเลยล่ะค่ะ ขนาดน้องฟรอยด์ลาจากการเป็นเพื่อนพี่มากมาอิตาลี มีอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม ปั่นขึ้นมาถึงคนสุดท้าย จนภูริกับนาวิน ต้าร์ มีเวลามายืนต้อนรับฟรอยด์ที่อนุสรณ์สถานของเมืองคอร์โทนา (Cortona) เป็นเมืองที่อยู่บนเนินเขาที่เก่าแก่ที่สุดในทัสคานี ทัศนียภาพนั้นเป็นเลิศ ปัจจุบันเสน่ห์ของเมืองนี้ คือ ตรอกซอกซอยที่มีร้านค้า ร้านอาหาร บ้านของคนพื้นเมือง สัมผัสบรรยากาศโบราณ ๆ จากอาคารที่หลงเหลืออยู่ตั้งแต่ยุคกลาง พวกเราพักเดินเล่นชมเมือง และรับประทานอาหารกลางวัน อาหารจานเด็ด เนื้อชิ้นโตปรุงแต่งเพียงง่าย ๆ เพื่อคงเดิมของรสชาติ และเส้นพาสต้า Pici ซึ่งเป็นเส้นพาสต้าเหมือนเส้นสปาเก็ตตี้ แต่มีขนาดอ้วนกว่า เหนียวนุ่ม ช่วงบ่ายนั่งรถไปเยี่ยมชมไร่ไวน์ และโรงกลั่นไวน์ของตระกูล Pometti ซึ่งเป็นเจ้าของวิลล่าหลังโตที่พวกเราอยู่อะค่ะ เป็นเจ้าของบ้านที่น่ารักมาก อัธยาศัยดี ตระกูล Pometti มีวิลล่าไม่ต่ำกว่า 10 ห้องนอนให้เช่า 3 หลัง ผลิตไวน์และน้ำมันมะกอกภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ Pometti ส่งออกต่างประเทศ ลูกสาวของเจ้าของวิลล่าไม่เคยถือตัว มาช่วยแม่ครัวเสริฟอาหารเย็นให้พวกเราทานด้วยค่ะ เป็นตัวอย่างที่ดีของการไม่ถือตัวว่าตัวเองรวยซักนิด น่าชื่นชมมากนะคะ

ระยะทางปั่น 45 กิโลเมตร ดูเหมือนสบายมาก เพราะน้อยกว่าวันอื่น ๆ แต่เป็นเส้นทางที่โหดพอสมควร เส้นทางสู่เมืองเล็ก ๆ อย่างมอนเทลชิโน (Montalcino) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาใจกลางไร่องุ่น สถานที่ผลิตเหล้าไวน์ชั้นเยี่ยมที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งในอิตาลี “บรูเนลโล” (Brunello) โดยใช้องุ่นสายพันธุ์ Sangiovese Grosso ซึ่งทำการบ่มอย่างต่ำ 4 ปี วันนี้ปั่นออกจากวิลล่าที่พัก จุดแรกที่หยุด คือ โบสถ์ Monte Oliveto Magiore แล้วปั่นลงเขาผ่านตำบล Buonconvento ก่อนที่จะถึงเมืองมอนเทลชิโน ตลอดเส้นทางปั่นเป็นแบบขึ้น ๆ ลง ๆ เนินเขา ทำเอานักปั่นทั้งหลายดูเหมือนว่าหมดสภาพ ปั่นขึ้นไม่เท่าไหร่ ก็ต้องปั่นลงแล้ว และก็ปั่นขึ้นเนินสูงชันไปเรื่อย ๆ หนำซ้ำวันนั้นอากาศร้อนพอสมควร มีแต่แสงอาทิตย์และท้องฟ้า นักปั่นบางคนถึงกับขั้นต้องขอกู๊ดบาย ลาก่อน เลิกปั่น ยกจักรยานขึ้นหลังคารถ หยิบเครื่องดื่มเกลือแร่ซันโวเย็น ๆ มาดื่มชูกำลัง มีทั้งรส Mixed Fruit และ Mixed Berry ที่ทางผู้จัดทริปหอมหิ้วมาเอาใจนักปั่นทั้งหลายจากเมืองไทย ทางปั่นท้าทายขนาดนี้ ก็ยังมีนักปั่นที่มัวแต่มุ่งมั่นในการไปสู่จุดมุ่งหมาย ตั้งใจปั่นแบบไม่รอใคร ซิ่งเดี่ยวจนหายไปเลยจากกลุ่ม ที่ไหนได้ พี่ท่านซิ่งเลยจุดนัดพบขึ้นไปบนเขาสูงชัน โดยไม่ชะลอหันมามองเลยว่าไม่มีใครปั่นตามมาเลย โชคดีที่เจอวงเวียน จึงหยุดยืนรอปาดเหงื่อหน้าหล่ออยู่คนเดียว แต่ต้องยกนิ้วให้ว่าเก่งจริง ๆ เพราะทางที่ปั่นขึ้นไปเองนั้น ทั้งสูงชัน คดเคี้ยว แล้วยังมีแต่มุมหักศอกตลอดเส้นทาง คนขับรถเซอร์วิสไปสอยพี่เค้ากลับมาได้ จากนั้นปั่นไปชิมไวน์ที่โรงกลั่นเหล้าองุ่น Altesino วันนี้คงเป็นวันที่น่าระทึกขวัญที่สุด เพราะน้องอุด้งโดนสุนัขของไร่ไวน์พันธุ์อัลเซเชียนกระโจนกัด หลังจากที่ลงจากรถไม่ถึง 5 นาที วินาทีนั้นนักปั่นทั้งหลายพยายามช่วยชีวิต โดยการส่งลูกเตะให้จากหลายฝ่าเท้าตั้งหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ จนคนขับรถชาวอิตาเลียนส่งลูกเตะแบบอิตาเลียนคิกทีเดียวครั้งเดียว เจ้าหมาอัลเซเชียนกระเด็นไปเลย ณ ตอนนั้นน้องอุด้งก็ช้ำใน เลือดคั่งในปอด ซี่โครงหักไปเรียบร้อยแล้ว ส่งโรงพยาบาลผ่าตัดด่วน น้องอุด้งเป็นขวัญใจของพี่ ๆ นักปั่น เดินทางไปอิตาลีเพื่อไปให้กำลังใจพี่ ๆ โดยเฉพาะ คราวหน้าคงต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ ยังไงคงต้องเดินทางไปกับพี่ ๆ นักปั่นอีกหลายทริป… ถึงทริปนี้จะเป็นทริปแรก ซึ่งถือว่าเป็นการรวมตัวของนักปั่นจักรยานชาวไทยจากหลายมุมเมือง ทั้งกรุงเทพฯ เกาะสมุย และกระบี่ และเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่เราเป็นกลุ่มคนไทย และคนเอเชียกลุ่มแรกในนามว่า “Giro della Toscana” ที่ไปปั่นจักรยานในแคว้นทัสคานี เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจจริง ๆ คนจัดทริปก็แฮปปี้นะคะ

การได้มีโอกาสไปปั่นจักรยานในต่างแดน ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ซึ่งอิตาลีเป็นอีกหนึ่งประเทศในทวีปยุโรปที่มีตำนานเกี่ยวกับจักรยานที่ยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 การรณรงค์ในการใช้จักรยานในการเดินทางเพิ่มขึ้นในต่างประเทศ เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า ซึ่งไม่ใช่มีแต่การปั่นจักรยานเท่านั้น การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงโรงกลั่นเหล้าไวน์ ฟังดูว่าไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้อง แต่การปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมของคนในประเทศเขา แสดงให้เราเห็นถึงการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงาน ตลอดจนการป้องกันและลดภาวะโลกร้อนอีกด้วยค่ะ Happy travels!

ภาพสวย ๆ ทั้งหมดนี้ ถ่ายด้วยกล้อง Canon EOS 100D เป็นกล้องในตระกูล DSLR ที่เล็กและมีน้ำหนักเบาที่สุดในโลกอย่างที่เค้าว่าจริง ๆ ค่ะ พกพาง่าย สะพายบนไหล่ไม่รู้สึกหนักเลยล่ะค่ะ เขมนำไปใช้ถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยว ทิวทัศน์ โดยเฉพาะกิจกรรมปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวที่กล้องสามารถจับโฟกัสได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ และติดตามวัตถุเคลื่อนที่ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด แม้วัตถุนั้นจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางภาพก็ตาม กล้อง EOS 100D จะมาพร้อมเลนส์ EF 40mm f2.8 STM แต่เราก็สามารถเปลี่ยนใช้ควบคู่กับเลนส์อื่น ๆ ตามความต้องการได้เหมือนกัน ฟังชั่นที่เขมชอบอีกอย่าง คือ Clear View LCD ที่เป็นระบบทัชสกรีน และการลดแสงสะท้อนบนหน้าจอ ช่วยเพิ่มความจัดเจนในขณะที่มองภาพในที่แสงจ้า อย่างกลางแดดเป็นต้น แล้วระบบทัชสกรีนอันนี้ยังย่อหรือขยาย และเลื่อนดูภาพได้เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนอีกด้วยนะคะ เขมว่ากล้องรุ่นนี้ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้ได้มากขึ้น แถมมีน้ำหนักเบา ซึ่งเหมาะกับผู้หญิงนักเดินทางอย่างเรา ๆ สำหรับผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพถ่ายชัดตื้น หรือแบบหน้าชัดหลังเบลอ กล้องนี้มีโหมดที่เรียกว่า “Creative Auto” ซึ่งเป็นโหมดที่เขมใช้บ่อยพอสมควร รู้สึกใช้ง่ายดายมากกว่ากล้อง DSLR รุ่นอื่น ๆ โดยเฉพาะการที่เราไม่ต้องปรับโฟกัสหรือรู้รับแสงให้ยุ่งยาก เรียกได้ว่าให้ผลประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้จริง ๆ คุณสมบัติโดยรวมของกล้อง EOS 100D เหมาะแก่ช่างภาพมือสมัครเล่น หรือท่านใดที่คิดจะเริ่มใช้ DSLR เพราะฟังชั่นของกล้องช่วยประหยัดเวลา ไม่ยากแก่การเข้าใจในการใช้ระบบต่าง ๆ ของกล้อง และไม่ต้องไปมานั่งเครียดว่าเราคงใช้ไม่เป็น เพราะนวัตกรรมล่าสุดของกล้องนี้จะช่วยพัฒนาทักษะการถ่ายภาพของเราให้ดีชึ้นได้อย่างรวดเร็วค่ะ Delighting you always!
Canon Marketing (Thailand) Co., Ltd.
www.canon.co.th

www.facebook.com/worldtraveljoy
Instagram – kkalyakorn

Special Thanks
Electrolyte drink “SANVO” by Singha
Boonrawd Tradding Co., Ltd.
www.boonrawd.co.th

Royal Orchid Holidays
Thai Airways Public Co., Ltd.
www.thaiairways.com