คุสโค (Cusco)

ชาวอินคามีความสามารถโดยแต่กำเนิด ที่จะสร้างความเป็นหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งประจักษ์ต่อชาวโลก เป็นดินแดนส่วนกลางอันยิ่งใหญ่ที่ยากแก่การถูกโจมตี มีความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่ทำให้อินคารุ่งโรจน์มาถึงสองศตวรรษ และคุสโค (Cusco) เป็นเมืองที่มีอำนาจสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร ศาสนา และจุดศูนย์กลางการทางทหาร ซึ่งตั้งอยู่บนหุบเขาเหนือระดับน้ำทะเล 3400 เมตร เนื่องจากความสูงของที่ตั้ง บางท่านอาจมีอาการโรคแพ้ความสูง ซึ่งท่านสามารถปฏิบัติตนได้ตามคำแนะนำใน What you should know นะคะ…. ตามลายลักษณ์อักษรในศตวรรษที่ 16 ของ Garcilaso de la Vega บุตรชายของเจ้าหญิงอินคาและนักผจญภัยผู้พิชิตชาวสเปนได้กล่าวไว้ว่า จักรพรรดิอินคาที่ 13 มีอำนาจปกครองบริเวณหุบเขาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ถึง 15 ในระหว่างนั้นได้สร้างอาณาจักรอินคา Pachacutec ซึ่งเป็นอินคาที่ 9 และปลูกฝังชาวอินคาให้มีจินตนาการ การสร้างค่านิยมเมืองคุสโคให้มีรูปร่างคล้ายคลึงสิงโตภูเขาศักดิ์สิทธิ์ จนอินคาได้รับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับจากบุกรุกของสเปนโดยมี Francisco Pizarro เป็นผู้นำ เข้ามาตั้งรกรากในปี 1533 พลิกผันคุสโคมาเป็น คฤหาสน์โคโลเนียลก่อนมาเป็นลาตินอเมริกา การเปลี่ยนแปลงที่ละเล็กละน้อยทำให้คุสโคมีสัญลักษณ์ของลูกผสมโคโลเนียลสเปนและองค์ประกอบของเทือกเขา Andes ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม ในปัจจุบันคุสโคเป็นเมืองหลวงประวัติศาสตร์ของประเทศเปรู และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ด้วยค่ะ ถ้าเดินรอบ ๆ เมืองคุสโค เราจะเห็นการผสมผสานของสถาปัตยกรรมสเปน ทางเดินใต้ประตูรูปโค้ง ลานจัตุรัส และระเบียงไม้ ตัดกันกับสิ่งก่อสร้างโบราณที่ทำจากหิน ผู้หญิงใส่ชุดพื้นเมืองนั่งสนทนาสังสรรค์ในภาษาพื้นเมือง Quechua บนบันไดหน้าโบสถ์ ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจถึงผู้ก่อตั้งอินคา นี่เป็นเศษส่วนสืบเนื่องมาจากอดีตที่ยังโฉบเฉี่ยวอยู่ในปัจจุบันค่ะ เขมชอบคุสโคเพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่เราต้องเยี่ยมชมก่อนที่จะเห็นความยิ่งใหญ่อันสุดยอดของอินคา หลังจากที่สเปนเข้าปกครองอย่างเต็มตัว และเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 1650 เมืองคุสโคได้มีการพัฒนามากขึ้นโดยเฉพาะทางศิลปะ จนกระทั่งมีโรงเรียนสอนศิลปะชื่อดังที่สุดในอเมริกาใต้ The Cusco School หรือ Escuela Cusquena ผู้รุกรานสเปนต้องการให้ชนพื้นเมืองศรัทธาระบบและการปฏิบัติของนิกายคาทอลิก จึงนำภาพวาดทางศาสนาเข้ามา โดยใช้รูปภาพของพระแม่มารี นักบุญ พระเยซู การตายของพระเยซูคริสต์ที่ถูกตรึงบนกางเขนเป็นตัวแทนเผยแพร่และใช้ในการเทศนา เพราะฉะนั้นไม่ต้องงงนะคะว่า ทำไมทุกอย่างถึงปะปนกันขนาดนี้ ตัวอย่างที่ดี คือ Plaza de Arms เป็นลานจัตุรัสที่มีอาคารโคโลเนียลล้อมรอบ ในสมัยอินคาครอบครอง ที่นี่มีไว้ใช้ในพิธีกรรมที่เรียกว่า Huacayapata แปลว่า จัตุรัสขุนศึก หรือจัตุรัสสลดใจ และเป็นสถานที่เฉลิมฉลองเทศกาล Inti Raymi หรือพิธีบวงสรวงพระอาทิตย์ของทุก ๆ ปี ซึ่งในบางโอกาสจะมีการนำมัมมี่อินคามาที่นี่เพื่อให้ทุกคนคารวะด้วยค่ะ อีกตัวอย่างหนึ่ง La Catedral เป็นโบสถ์ใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1560 เพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ใช้เวลาเกือบถึง 100 ร้อยปีกว่าจะสร้างเสร็จ และสร้างอยู่บนพระราชวังของอินคาที่ 8 Viracocha โดยใช้วัสดุหินแกรนิตแดงแผ่นหนาที่นำมาจากป้อมปราการ Sacsayhuaman ส่วนสำคัญที่สุด คือ แท่นบูชาสไตล์ Neo-Classical ที่มีน้ำหนักมากกว่า 400 กิโลกรัม ทำโดยช่างเงิน Pinelo ซึ่งในสมัยนั้นนิยมเครื่องเงินจากโบลิเวียค่ะ โบสถ์ใหญ่นี้ยังมีสองโบสถ์เล็ก ๆ เป็นองค์ประกอบหลักทั้งสองข้าง ทางด้านซ้าย คือ El Triunfo เป็นโบสถ์สเปนอันแรกในคุสโค สร้างบนคลังเก็บอาวุธหลักของอินคา ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงถึงชัยชนะของสเปนเหนืออินคา มีแท่นบูชาแกะสลักละเอียดและประณีต และข้างล่างแท่นนั้นเป็นห้องใต้ดิน ซึ่งเก็บอัฐิของนักประวัติศาสตร์ Garcilaso de la Vega ส่วนด้านขวา คือ โบสถ์ Jesus, Maria y José สร้างในศตวรรษที่ 18 หน้าอาคารและแท่นบูชาประกอบด้วยโฉมหน้าของพระเยซู แมรี่ และโจเซฟ ลักษณะเฉพาะของหน้าอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมเรอเนซองส์แสดงถึงความแตกต่างกับข้างในตัวอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรก อร่ามไปด้วยสีทองและเงิน และภาพวาดสีน้ำมันจากโรงเรียนสอนศิลปะคุสโคที่มีมากกว่า 400 ชิ้น โดยเฉพาะภาพวาด The Last Supper ของศิลปิน Marcos Zapata ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นผสมในรูปแบบอินคาเล็กน้อย เป็นเรื่องราวของพระเยซูคริสต์กับสาวกทั้ง 12 คนกำลังทานอาหารอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่มีหนูตะเภาเป็นอาหาร และดื่ม chicha หรือเบียร์ข้าวโพดในถ้วยอินคา (การทานหนูตะเภาของชาวเปรูเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่ก่อนคริสต์ศักราช ในยุคอินคาชาวอินคาใช้หนึ่งพันหนูตะเภาและหนึ่งร้อยญามะในการบวงสรวงที่ลานกว้างสาธารณะเป็นประจำทุกปี เพื่อให้พระเจ้ารักษาความปลอดภัยให้แก่ทุ่งนา) เรามาในส่วนของอินคาสมัยรุ่งโรจน์บ้างดีกว่าค่ะ ซึ่งในสมัยนั้นก็มีวัดที่สำคัญเหมือนกัน แตกต่างกันในเรื่องของศาสนา วัด Koricancha มีความหมายว่า “วงล้อมทอง” สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติในกับ Inti หรือ พระเจ้าพระอาทิตย์ เป็นวัดที่เติมแต่งมากที่สุด มีกำแพงที่ทำมาจากทองแต้มด้วยเพชรนิลจินดา และในสวนมีรูปปั้นสัตว์ ต้นไม้ และลำต้นข้าวโพดทองและเงินที่มีขนาดเท่าตัวจริง มัมมี่ของผู้สูงศักดิ์อินคาก็ถูกเก็บไว้ที่นี่ เพื่อนำมาใช้ในงานพิธีต่าง ๆ สิ่งที่หลงเหลือในปัจจุบันทำให้ยากที่จะเห็นความจริงในสมัยนั้น แต่สิ่งเล็กน้อยที่เราสามารถเห็น เช่น การกำหนดตำแหน่งของสถาปัตยกรรมรูปสี่เหลียมคางหมู พื้นหินกรวด โพรงในผนังกำแพง ร่องน้ำ สามารถบอกเราได้ถึงความรุ่งเรืองในอดีตค่ะ อาณาจักรอินคามีอาณาเขตที่กว้างขวาง 2 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงเหนือของคุสโคเป็นป้อมปราการที่สำคัญ “Sacsayhuaman” ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมทางการทหารที่ถูกสร้างขึ้นจากหินแกรนิตขนาดยักษ์บนเนินที่ลาดเอียงผืนกว้างในรูปแบบสลับฟันปลาวางซ้อนกัน มีความยาว 400 เมตร สูง 6 เมตร และมีปริมาตรของหินมากกว่า 6000 ลูกบาศก์เมตร การสร้างของอินคา คือ การเรียงของหินขนาบเข้ากันพอดี ไม่มีการใช้โคลนช่วยในการทำให้หินติดกัน เนี๊ยบมาก ๆ ขนาดที่ว่าใบมีดบางยังไม่สามารถรอดผ่านระหว่างหินได้เลย ฉลาดในการสร้างและคำนวนมากจริง ๆ ค่ะ สิ่งที่โดดเด่นของป้อมปราการนี้ คือ เหลี่ยมมุมกลับในแต่ละชั้น ซึ่งทำให้ผู้รุกรานที่ต้องการไต่ขึ้น ต้องเผยตัวออกมาโจมตีทางปีก ซึ่งทำให้ผู้ปกป้องสามารถเห็นศัตรูได้ง่ายขึ้น มีเรื่องในตำนานว่า ชาวอินเดียกว่า 2000 คน ลำเลียงหินขนาดใหญ่ลงบนตำแหน่ง และครั้งหนึ่งนับพันคนต้องเสียชีวิตลงจากการโค่นล้มของหิน เนื่องจากบริเวณนี้มีความสูงเหนือกว่าคุสโค ในระดับที่ 3701 เมตรและเป็นกำแพงขั้นบันไดอันใหญ่โต ในการออกแบบชาวอินคาได้จินตนาการให้เป็นรูปร่างของเสือภูเขา โดยมี Sacsayhauman เป็นสัญลักษณ์ของหัว กำแพงหยัก ๆ เสมือนฟัน ตัวเมืองคุสโค คือ ลำตัว และวัด Koricancha เป็นส่วนหางค่ะ ลานกว้างชั้นล่างที่เราเห็นอยู่ข้างหน้าก่อนถึงป้อมปราการมีไว้ใช้สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาและในงานสำคัญทางการทหาร สิ่งที่เตือนใจถึงความยิ่งใหญ่ในสมัยนั้นสังเกตได้จากสามหอสูงที่อยู่บนป้อมปราการ ซึ่งเป็นรากฐานที่อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ และหอเหล่านี้เชื่อมต่อทางเดินใต้ดินหลาย ๆ ทางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารด้วยค่ะ นอกจากวัดและป้อมปราการแล้ว บนถนน Pisac ยังมีซากปรักหักพังของสิ่งปลูกสร้างอินคาอีกเยอะ ซึ่งมีลักษณะต่างกัน เป็นตัวอย่างแสดงถึงความเชี่ยวชาญทางศิลปะและสถาปัตยกรรมของอินคา ตัวอย่างที่เห็นได้มี Qenko หรือรู้จักในภาษา Quechua ว่า “เขาวงกต” เป็นร่องหินใช้สำหรับการไหลเลือดของญามะหรือเบียร์ข้าวโพดระหว่างการทำพิธีกรรมเคารพพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว ต่อมา Salapunco หรือเรียกว่า “วัดพระจันทร์” เป็นชั้นหินที่โผล่ออกมาประกอบด้วยถ้ำเล็ก ๆ พร้อมหินแกะสลัก แท่น และโพรงบนผนังกำแพงที่ทำไว้เพื่อวางสิ่งบูชา ส่วน Puca Pucara ในภาษา Quechua แปลว่า “ป้อมแดง” ที่นี่เป็นฯ็น็เสมือนที่หยุดพักมากกว่าเป็นฐานทหาร ประกอบด้วย ห้องต่าง ๆ ลานกว้าง ทางเดิน ท่อระบายน้ำ และหอคอย อันสุดท้ายที่น่าสนใจ Tambonachay เป็นลำดับชานชาลา โพรงในผนังกำแพง และน้ำพุ มีการพิสูจน์ว่าอินคานับถือน้ำ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการดำเนินชีวิต และเชื่อกันว่าที่นี่เป็นที่เคารพเทพเจ้าแห่งน้ำด้วยค่ะ

What you should know

  • อะไร คือ โรคแพ้ความสูง (High Altitude Sickness) เป็นอาการป่วยที่ไม่มีการบ่งชี้แน่ชัดว่า ใครจะได้รับผลกระทบนี้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ เพศใด อายุเท่าไร่ ซึ่งอาการนี้สามารถเป็นได้ทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าสภาพร่างกายของแต่ละคนอ่อนไหวง่ายแค่ไหน โดยปกติเปอร์เซ็นต์ออกซิเจนในชั้นบรรยากาศที่ระดับน้ำทะเลจะมีประมาณ 21 % และความกดดันของบรรยากาศราวๆ 760 mmHg เมื่อมีการไต่ระดับความสูงขึ้นเปอร์เซ็นต์จะเท่าเดิม แต่จำนวนโมเลกุลของออกซิเจนต่อลมหายใจจะน้อยลง เช่น ในระดับที่ 3600 ม. (12000 ฟุต) ความกดดันของบรรยากาศมีแค่ 480 mmHg ซึ่งจำนวนโมเลกุลของออกซิเจนต่อลมหายใจน้อยลงประมาณ 40% ดังนั้นร่างกายจึงต้องปรับสภาพตามจำนวนน้อยลงของออกซิเจน ร่างกายจะใช้เวลาปรับตัวให้ชินกับอากาศหรือที่ระดับความสูงใดๆ ประมาณ 1-3 วัน ตอนที่เขมเป็นก็ใช้เวลาถึง 3 วันค่ะ อาการป่วยจากโรคแพ้ความสูง (High Altitude Sickness) คือ ปวดหัว นอนไม่หลับ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ รู้สึกซึมเศร้า ไม่อยากอาหาร ลมหายใจสั้น อาการป่วยไข้ เมื่อมีอาการสิ่งที่ควรทำคือ ดื่มน้ำมากๆ ปฏิบัติตนอย่างช้าๆ ทำช้าๆ จะได้หายใจทัน อาการป่วยนี้ไม่มียาแก้ ต้องรอให้ร่างกายปรับสภาพตัวเองตามธรรมชาติค่ะ
  • ถ้ามีอาการโรคแพ้ความสูง (High Altitude Sickness) ให้ดื่มชาโคคาบ่อย ๆ มาก ๆ จะช่วยได้เยอะ สูตรดั้งเดิมของชาวอินคา…
  • คุสโคอยู่ห่างจากเมืองลิม่ากว่า 1000 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนตร์ รถไฟ หรือเครื่องบินได้ค่ะ