โรงแรมบันยันทรีริงฮา

In different season (2)

โรงแรมบันยันทรีริงฮา

In different season (1)

หลักจากหยุดแวะท่องเที่ยวหุบเขาเสือกระโจน (Tiger Leaping Gorge) แล้ว นั่งรถจี๊ป Pajero เดินทางมุ่งหน้าต่อไปตี้ชิง (Diqing) เข้าหมู่บ้านริงฮา ผ่านทุ่งหญ้า ฝูงจามรี ฝูงแพะบ้านขนาดใหญ่ที่มีหน้าต่างเพียงไม่กี่บาน เหมือนเป็นบ้านของชาวไร่ชาวนาแถวนั้น นั่งอยู่ในรถคิดอยู่ในใจว่านี่หรือแชงกรีล่า เรามาถูกทางหรือเปล่านี่ คนขับรถจะพาเราไปไหนเนี๊ย  แต่ด้วยความที่ว่าวิวข้างทางนั้นสวยเหลือเกิน เขมก็เลยตามเลย ไม่คิดมากและแล้วก็ถึงโรงแรมบันยันทรีริงฮา (Banyan Tree Ringha) ไปถึงวันแรกก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะไปถึงเวลาย่ำค่ำพอดี ทันอาหารมื้อเย็นเป็นสุกี้หม้อดินธิเบต (Tibetan Hot Pot) ที่ห้องอาหาร Chang-Sa อากาศหนาวๆ ได้ทานสุกี้ร้อนๆ อบอุ่นดีจัง สุกี้หม้อดินธิเบตเหมือนสุกี้ทั่วๆ ไปแต่ทำในหม้อดิน มีเนี้อสัตว์ อาหรทะเล และผัก แต่น้ำซุปเนี๊ยซิคะ อร่อยโหด! เป็นน้ำซุปต้มมาจากไก่ดำ เห็ดจีนและสมุนไพร แค่น้ำซุปก็ตายไปแล้ว ไม่ได้ทานแล้วตายนะคะ แต่อร่อยจะตายต่างหาก ฮิ ฮิ ฮิ

In different season

โรงแรมบันยันทรีฯ นี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านริงฮา เขตตี้ชิง ห่างจากเมืองจงเตี้ยนประมาณ 30 นาที และสนามบินตี้ชิง 40 นาที จุดที่ตั้งของโรงแรมสวยเป็นหนึ่งไม่เหมือนใคร ล้อมรอบไปด้วยหุบเขา ติดพรมแดน ลานตาไปด้วยภาพสีสันที่แตกต่างกันในแต่ละฤดู ทำให้สถานที่นี้เต็มไปด้วยความงดงามตลอดปี โรงแรมบันยันทรีริงฮาเปิดให้บริการในปี 2005 แต่มีเรื่องที่น่าสนใจก่อนหน้านี้คือ ท่านประธานโรงแรมบันยันทรี Mr. Ho มาเที่ยวที่นี่เป็นการส่วนตัวเป็นครั้งแรก ณ บัดนั้น Mr. Ho ก็ตกลุมรักกับความงามแสนสุดที่จะพรรณนาได้ ซึ่งในสมัยนั้นเป็นแต่แค่หุบเขาและวัดริงฮา Mr. Ho จึงตัดสินใจซื้อบ้านไร่ของชาวนาหนึ่งหลังแรกที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง สร้างด้วยไม้ที่ไม่มีการยึดด้วยตะปู ให้กับตนเองเป็นบ้านพักตากอากาศฤดูร้อน และนั่นคือวิลล่า 208 นี่เองค่ะ เนื่องจากภาพบรรยากาศที่ริงฮามีความเป็นหนึ่งเดียว Mr. Ho จึงเลือกซื้อบ้านไร่ด้วยมือตัวเองเพิ่มอีก 16 หลัง ซึ่งแต่ละหลังมีอายุเก่าแก่ราวๆ 30-40 ปี เคยเป็นแคมพพัสของขุนศึก ก็ชนเผ่าที่นี่หล่ะค่ะ ที่มีวัฒนธรรมต่างๆ นานา การรื้อถอนบ้านในแต่ละหลังนั้น ไม้แต่ละชิ้นจะมีเลขเขียนไว้เป็นเครื่องหมาย ขนส่งชิ้นต่อชิ้นไปที่แปลงที่ดินของโรงแรม การรื้อถอนบ้านแต่ละหลังใช้เวลาแค่3 วัน แต่ใช้เวลาประกอบตามเครื่องหมายเลขของไม้แต่ละชิ้น 2อาทิตย์ค่ะ และต่อเติมส่วนต่างๆ เพิ่มอีก 2-3เดือน เพราะสถานที่ตั้งอยู่ห่างไกลความเจริญมาก

Room (5)

การก่อสร้างต่อเติมจึงต้องใช้แบบแผนดั้งเดิม ไม่มีการใช้ไม้สักใหม่ โดยใช้ไม้เก่าเดิมที่ถูกเก็บรักษาไม่ให้เสื่อมเสีย ไม่มีการใช้ตะปู เครื่องมือทันสมัยเข้าช่วย ล้วนแต่เป็นแรงงานของชาวไร่ชาวนาที่ทำด้วยมือและทีมเวิร์ก ซึ่งเขมสามารถพูดได้เลยว่า “A true work of craftsmanship” ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นตัวเลขที่เขียนอยู่ที่ไม้อยู่เลยค่ะ รายได้จากการขายบ้าน เจ้าของบ้านนำไปสร้างบ้านใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งไม้สักที่ใช้สร้างบ้านนั้น ก็เป็นไม้ที่มีอยู่แล้วจากการสะสมของพวกเขา ตอนแรก Mr. Ho จะทำเป็นโรงแรมบูติกเล็กๆ แค่ 3 ดาว สไตล์พื้นเมือง แต่ทำไปทำมาปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรมบันยันทรี ซึ่งเป็นรีสอร์ทแห่งแรกในเครือบันยันทรีที่อยู่บนภูเขา ในปัจจุบันโรงแรมบันยันทรีริงฮามีห้องพักทั้งหมด 32 ห้อง เป็นแบบบ้านพื้นเมืองธิเบต ซึ่งเป็นกระท่อมสองชั้น โดยมีมโนคติในการเก็บแบบดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด ชั้นแรกเป็นห้องนอน ส่วนชั้นล่างซึ่งโดยปกติในบ้านธิเบตจะเป็นที่เก็บสัตว์เลี้ยง ปรับเปลี่ยนมาเป็นห้องน้ำอันกว้างขวาง ห้องพักมี 4 แบบ Tibetan Suite, Tibetan Spa Suite, Ringha Lodge และ Tibetan Lodge ทั้ง 4 แบบมีการตกแต่งคล้ายๆ กัน เพียงต่างกันที่ความกว้างของห้องและสิ่งอำนวยความสะดวกเท่านั้นเองค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้น ในแต่ละห้องพักมีชื่อเฉพาะ ซึ่งเป็นนามสกุลของชาวบ้านผู้ที่ขายไม้ให้สำหรับสร้างแต่ละห้องพักค่ะ อ้าว… เก๋ดี ไม่ต้องเสียเวลาให้คิดมากทางโรงแรมให้ความสำคัญแก่ชาวบ้านในริงฮามากๆๆ เป็นชุมชนที่เรียกได้ว่า ครอบครัวใหญ่… มุมโปรดของเขมที่โรงแรมนี้คือ ระเบียงหน้าห้องที่เขมสามารถนั่งดูทิวทัศน์หุบเขา แม่น้ำ การเปลี่ยนสีสะท้อนของแสงอาทิตย์ได้ทั้งวันทั้งคืน สบายตาสบายใจ สวยแบบไม่มีที่ติเลยล่ะค่ะ มีอีกที่ที่โปรดคือ เตียงนอนแสนที่จะอบอุ่น เขมชอบเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเตียงเพราะเตียงเป็น heated-bed นอนสบ๊าย สบาย แบบไม่มีการหนาวสั่น หรือต้องตื่นขึ้นมาตอนตึกเพราะความหนาวเย็น ตึกที่เก่าที่สุดในโรงแรมและยังคงแบบเดิมคือ ส่วนของลอบบี้ ที่มี Jakhang Lobby Lounge เป็นที่สำหรับดื่มชา ชาขิงที่นี่อร่อยม๊ากมากและยังช่วยลดอาการ high altitude sickness ได้ดีเลยค่ะ All day dining ก็จะอยู่ที่ Llamo Restaurant เมนูเป็นอาหารธิเบตและนานาชาตินะคะ

Room (4)

SONY DSC

SONY DSC

ความน่าประทับใจและความน่าสนใจของการไป Shangri-la Culture Tour ซึ่งเป็นโปรแกรมของทางโรงแรมจัดขึ้น สำหรับแขกที่เข้าพักเป็นที่เดียว และเป็นความโชคดีของเขมที่ได้มีโอกาสสัมผัส การได้เข้าไปเรียนรู้รูปแบบการดำเนิ ชีวิตของคนธิเบตในแชงกรีล่า คือ การเดินทาง5 ชั่วโมงด้วยเท้าและขี่ลาค่ะ เริ่มออกเดินทางข้ามแม่น้ำซูกัน (Shugan River) เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านริงฮาทั้งหมด 7 หมู่บ้าน และไหลไปบรรจบที่แม่น้ำแยงซีเกียง ระหว่างการเดินทางเขมสังเกตเห็นชั้นไม้สูงๆ ที่อยู่ในทุ่งหญ้า เป็นที่ตากข้าวบาร์เลย์ มันฝรั่ง แป้งมัน และหัวผักกาด ซึ่งจะเห็นอยู่ เรื่อยๆ ตามทาง เพราะฉะนั้นอย่าสงสัยเลยน้า เดินทางมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านโซมุกุ (Zhomugu) เดิมทีเรียกกันว่า โซมุ แต่ เนื่องจากสัตว์ต่างๆ ในหมู่บ้านเกิดการล้มตายจำนวนมาก ชาวบ้านจึงแก้เคล็ดด้วยการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านมาเป็น “โซมุ กุ” ชาวบ้านในริงฮาส่วนมากเป็นชาวไร่ชาวนา เอาล่ะ เดินมาถึงบ้านหลังหนึ่งที่เจ้าของเป็นชาวไร่ธิเบต อาศัยอยู่ในบ้านแบบธิเบตโบราณสร้างจากไม้สักที่หาได้ในพื้นที่ หน้าบ้านเต็มไปด้วยกองพะเนินสูงของฟืน เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ใต้ถุนเป็นโรงเก็บสัตว์ เช่น หมู วัว ไก่ เดินขึ้นไปชั้นบนเป็นห้องโถงกว้างๆ ใช้ทานข้าว หรือเป็นที่พบปะสังสรรค์ของคนในครอบครัว

Llamo (1)

มีเตาพิงขนาดใหญ่ใช้เพื่อทำความร้อนในบ้านและอุ่นกับข้าว โดยการใช้ฟืน มุมหนึ่งของเตาพิงนั้นจะมีหม้ออยู่ 4 หม้อ 2 อันสูงไว้ใช้ต้มน้ำร้อน อีก 2 หม้อสีดำแยกกันไว้สำหรับทิ้งอาหารเพื่อนำไปให้หมูกินต่อค่ะในห้อง โถงนี้จะมีจิตกรรมฝาผนัง ซึ่งเป็นภาพวาดสัญลักษณ์ของธิเบต 8 อย่างที่เป็นมงคลให้ฤกษ์ดีปกป้องรักษาคนในบ้าน บนชั้นนี้ยังมีห้องนอน ห้องนั่งเล่น และมีห้องใต้หลังคาเป็นที่เก็บของและตากของแห้ง เช่น พวกเนื้อต่างๆ ข้าวบาร์เลย์แห้ง หญ้าแห้ง ฯลฯ  หลังจากที่เขมเดินสำรวจบ้านเสร็จ เจ้าของบ้านชาวธิเบตต้อนรับเราด้วยชาเนยจามรี (Yak butter tea) มีรสชาติมันๆ เลียนๆ เหมือนเอาเนยมาละลายในน้ำอย่างงั้นเลย เขมไปค่อยชอบเท่าไรหรอกค่ะ เลียนชอบกล แต่ชาวธิเบตเชื่อว่าดีสำหรับผิว เพราะความมันให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวและริมฝีปาก ยังสามารถช่วยต้านทานความหนาวได้ถึง -20 องศาเลยทีเชียว ที่นี่นิยมดื่มมากเหมือนกับที่พวกเรานิยมดื่มกาแฟอ่ะค่ะ ชานี้ทำมาจากเนย ซึ่งเนยก็มาจากน้ำนมของจามรี ถือว่ามีประโยชน์และคุณค่าต่อร่างกายเพราะเจ้าจามรีกินหญ้าและสมุนไพรเป็นอาหาร น้ำนมที่มาจากจามรีนั้นจึงอุดมไปด้วยคุณค่าของสมุนไพรตามธรรมชาติค่ะ สมาชิกทุกคนในบ้านจะมานั่งจิบชาร่วมวงพลางพูดคุยได้สักพัก ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยง ซึ่งเจ้าของบ้านทำอาหารต้อนรับพวกเรา เป็นอาหารพื้นเมืองง่ายๆ ทานกับข้าวสวย เช่น ผัดบร็อคโคลี่หมู 3 ชั้นย่าง แฮมผัดกับมันฝรั่ง ถูกวางไว้บนโต๊ะไม้เตี้ยๆทุกอย่างใช้มันหมูผัดหมด ที่นี่ไม่ใช้น้ำมันพืชนะคะ รสชาติมันมากกกกกก แรกๆ ก็อร่อย แต่ทานไปเรื่อยๆ รู้สึกซุปเปอร์เลียนเลยล่ะค่ะ

SONY DSC

SONY DSC

SONY DSC

SONY DSC

SONY DSC

ทานข้าวเสร็จแล้ว ก็ร่ำลาเจ้าของบ้าน ออกเดินทางต่อ เดินขึ้นภูเขา แต่เขมเดินไม่ไหวเพราะทั้งเลียนและอิ่มเกิน เลยขอกระโดดขึ้นบนหลังลา จริงๆ ก็สงสารลาเหมือนกัน มันคงคิดด่าอยู่ในใจว่าเจ้านางตนนี้หนักจัง ก็แน่ละซิ เพิ่งอิ่มข้าวมานิ เดินทางต่ออีกหนึ่งชั่วโมง ตลอดสองข้างทางผ่านหมู่บ้าน ฝูงจามรี แพะ หมูป่า ลำธาร มุ่งหน้าไปที่ Ringha Da Bao Si Monastery เป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ที่สุดในยูนนนาน มีประวัตินานถึง 800 ปี ฤดูเทศกาลจะมาผู้คนมามาก และในช่วงปีใหม่จะมีพระธิเบตมาสวดมนตร์เยอะที่สุด เขมเดินเข้าไปกราบไหว้พระข้างในวัด สังเกตเห็นเทียนที่จุดไว้เต็มหิ้ง ก็ได้ความมาว่าคนธิเบตถึงว่าเทียนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิต เพราะฉะนั้นเวลามาทำบุญที่วัดจะนำทียนมาด้วย ซึ่งเทียนก็ทำมาจากมันของจามรี ล่อขึ้นมาเป็นเทียน เมื่อทำการบริจาคเงินจะได้จุดเทียนขึ้น จนเทียนนั้นดับเอง ก่อนที่เทียนจะดับลง ใส้ของเทียนจะแตกแยกออกเป็นรูปดอกไม้ ซึ่งดอกไม้นี้เมื่อเทียนดับแล้วจะเป็นสีขาว มีการเชื่อกันว่าใส้เทียนที่แตกเป็นดอกไม้แล้วจะนำแต่ความโชคดี ความรุ่งเรือง ความสุขความเจริญให้แก่ชีวิต ดังนั้นการจุดเทียนจะนำชีวิตไปสู่แต่ความสว่าง โชติช่วง แหม… รู้สึกดีจัง ได้ทำบุญจุดเทียนกับเขาบ้าง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เห็นเทียนของตัวเองว่าใส้เทียนได้แตกออกเป็นดอกไม้บ้างหรือเปล่าน้า ก่อนที่เขมเดินออกจากวัด ทำความเคารพพระลามะท่านหนึ่ง แล้วเดินลงเขาพลางชมป่าสนโบราณที่มีมานานกว่า 3,500 ปี ทิวทัศน์ชั่งงดงามเหลือเกิน ซึ่งทางลงจะเต็มไปด้วยธงอธิษฐาน 5 สี แขวนอยู่ตามกิ่งไม้ ในแต่ละสีมีความหมายว่า สีฟ้า = ท้องฟ้า สีขาว = ลม สีแดง = ไฟ สีเขียว = น้ำ และสีเหลือง = ดิน ธงอธิษฐานจะถูกผูกในที่สูงบนต้นไม้และบนภูเขาเท่านั้น เป็นประเพณีอยู่ว่า ลมจะพัดโพกธงอธิษฐานที่มีสัญลักษณ์และบทสวดมนต์มนตราศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเท่ากับว่าขณะที่ลมพัดธงอธิษฐาน คือ มีการสวดมนตร์เกิดขึ้น ธงอธิษฐานจะถูกผูกเรียงตามสีจากซ้ายไปขวาเริ่มจากสีฟ้า และเวลาที่ผูกที่ดีที่สุด คือ ตอนเช้าที่มีแสงแดดจ้า วันที่มีลมแรง ธงอธิษฐานเก่าจะถูกทำลายด้วยการเผาเท่านั้น ห้ามทิ้งลงพื้นหรือในถังขยะโดยเด็ดขาดค่ะ

SONY DSC    Llamo Lobby

Room (1)

หนึ่งวันกับการสัมผัสของแท้ วิถีชีวิตจริง เข้ากับสโลแกน “Feel the authenticity” ของ worldtraveljoy จริงๆ ทำให้เขม

รู้สึกว่า ถึงแม้ที่นี่บรรยากาศท้องฟ้าจะโปร่งใส ด้อยพัฒนากว่าเมืองไทยของเรา แต่การเป็นอยู่แบบไม่มีการขัดแย้ง

แก่งแย่งชิงดีกัน เป็นอะไรที่น่ายกย่องมากค่ะ….  เขมจบวันเที่ยววันสุดท้ายด้วยการนวดที่ Banyan Tree Spa ที่มีการ

นวดเทคนิคเฉพาะสไตล์เทือกเขาหิมาลัยเรียกว่าGui Shi Hot StonesMassage เป็นการปฏิบัติโดยใช้หินร้อน 48 ก้อน

กับสมุนไพรหอมและน้ำมัน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในร่างกายโอ้ย… นวดก็ดี เตียงก็อุ่น หลับดีกว่า หลับเป็น

ตาย สบายสุดๆ J

Room (2)

Room (3)

Room

 Special dinner by the river

Special Thanks

Banyan Tree Ringha

Hong Po Village,Jian Tang Town,

Shangri-La County,

Diqing, Tibetan Autonomous Prefecture,

Yunnan Province, PR China 674400

Tel: +86 887 828 8822

Fax: +86 887 828 8911

Email: ringha@banyantree.com

www.banyantree.com

 

สามารถทำจองแพ็คเก็จได้ที่คุณภัทรา ศรีวิทย์

Sea Tours Co., Ltd.

Suite Nos. 88-92, 8th Floor,

Payathai Plaza,

128 Phyathai Road, Rajthavee,

Bangkok 10400 Thailand

Tel:  +66 (0) 2216 5783-93, 2216-5934-36

Fax: +66 (0) 2216 5757

www.seatoursthai.com