เอเธนส์ (Athens)

ประเทศกรีซ (Greece) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐเฮลเลนิก (Hellenic Republic) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งอารยธรรมตะวันตกอันยิ่งใหญ่ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งกรีซได้แผ่อิทธิพลไปยัง 3 ทวีป และยังเป็นประเทศที่มีสถานที่พักผ่อนอันแสนโรแมนติกในหมู่เกาะต่าง ๆ ติดอับดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วยค่ะ ชาวกรีกเรียกประเทศตัวเองว่า Hellas ซึ่งภาษากรีกในปัจจุบันออกเสียง ว่า Ellas โดยในการพูดทั่วไปจะใช้คำว่า Ellada และมักจะเรียกตัวเองว่า Hellenes แม้กระทั่งในภาษาอังกฤษ ซึ่งคำภาษาอังกฤษ “Greece” มาจากชื่อลาตินว่า Graecia หมายถึงพื้นที่ทางเหนือของกรีซในปัจจุบัน ซึ่งมีกลุ่มคนที่เรียกว่า Graikos อาศัยอยู่ ประเทศกรีซมีเมืองหลวงเก่าแก่ “กรุงเอเธนส์” (Athens) ใช้ชื่อตามเทพีอธีนา (Athena)ในปุราณวิทยา (Mythology) ของกรีกโบราณ มีประวัติมายาวนานตั้งแต่ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล* (รายละเอียดอยู่ใน what you should know) เพราะฉะนั้นโบราณสถานในกรีซมีอยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศ แต่จะมีมากที่กรุงเอเธนส์ ความซับซ้อนของประวัติศาสตร์นั้นมีมาก ถ้าต้องการความเข้าใจ เขมขอแนะนำให้รู้พื้นฐานไว้สักนิดก็จะดีค่ะ

เอาล่ะค่ะ มาทัวร์โบราณสถานที่เรียกว่า “Antiquities in Athens” กันเลย เริ่มต้นจากเนินทางทิศใต้ของ Acropolis จะพบโบราณสถานอักแรก The Temple of Olympain Zeus เป็นวิหารที่สร้างแล้วสร้างอีก ภายใต้หลายการปกครองของทรทราชย์ Peisistratos ปีที่ 515 ก่อนคริสต์กาล และกษัตริย์ Syria Antiochos IV Epiphanes ปีที่ 163 ก่อนคริสต์กาล แต่มาแล้วเสร็จปีที่ 131 ก่อนคริสต์กาลโดยจักรพรรดิโรมันเฮเดรียน โครงสร้างของอาคารปราสจากหลังคาและหน้าจั่ว มี 104 เสาหินด้วยความสูงที่ 17 ม. แต่ที่เราเห็นมีแค่ 16 เสาที่ถูกอนุรักษ์ไว้ค่ะ

The Ancient Theatre of Dionysos

The Odeion of Herodes Atticus

The Parthenon

Detail of pediment

เดินขึ้นต่อไปทางด้านขวา คือ The Ancient Theatre of Dionysos เป็นโรงละครที่เก่าแก่ที่สุดของโลก กวีชาวกรีกโบราณทั้งหลาย เช่น Aeschylos, Aristophanes, Euripides และ Sophocles ใช้ดูการแสดงละครบทกวีรอบปฐมทัศน์ของพวกเขาที่นี่ บริเวณที่นั่งของผู้ชมในโรงละครและส่วนหน้าของเวทีทำมาจากไม้ในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์กาล มีการก่อสร้างใหม่ด้วยหินอ่อน มีบางส่วนของที่นั่งผู้ชมหลงเหลืออยู่ให้เราได้ชม โรงละครนี้สามารถจุผู้ชมได้ถึง 17000 คน เหนือโรงละคร คือ The Stoa of Eumenes สร้างโดยกษัตริย์ของเพอร์กามอน Eumenes II ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์กาล เป็นทางเดินใต้ประตูรูปโค้ง ซึ่งเป็นที่ลบซ่อนสำหรับผู้ชมละครสำหรับวันที่แดดร้อนจัดเดินถัดขึ้นไปอีกเรียกว่า The Odeion of Herodes Atticus สร้างโดยเศรษฐีผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นครูและนักปรัชญาที่ได้รับมรดกจากบิดาชื่อ Herodes Tiberius Claudius Atticus เพื่อระลึกถึงภรรยาของเขา Rigilla ชาวกรีกโบราณใช้สถานที่ที่นี่จัดงานต่าง ๆ ในปัจจุบันโรงละครแห่งนี้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลประจำปี “Athens Festival” จัดตั้งเมื่อปี 1955 ทุก ๆ ฤดูร้อนของปีระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ถือว่าเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญในทวีปยุโรป มีการแสดงของศิลปินนักร้องชาวกรีกชื่อดัง สไตล์คลาสสิค โมเดิร์น โอเปร่า และการแสดงละคร สามารถจุผู้ชมได้ 5000 คนค่ะพูดถึงแค่ 3 สถานที่ ดูง่ายและสั้น แต่ในความเป็นจริงกว่าจะก่ายไปถึง Acropolis ก็ใช่ย่อย เอามือก่ายหน้าผากไม่รู้กี่รอบอ่ะค่ะ Acropolis เป็นโบราณสถานสัญลักษณ์ของกรุงเอเธนส์ ที่เชื่อมโยงระหว่างอารยธรรมโบราณกับเมืองใหม่ The Propylaea เป็นทางเข้าหลักของ Acropolis สร้างโดยสถาปนิกชาวเอเธนส์ชื่อดัง Mnesikles 437-432 ปีก่อนคริสต์กาล ก่อนที่เราจะเดินถึง Propylaea เราจะผ่านส่วนหนึ่งของป้อมปราการโรมัน Beulé gate หลังจากที่เดินผ่านเข้ามา จะเจอกับแท่นสูง 13 ม. เรียกว่า Monument of Agrippa ซึ่งชาวเอเธนส์ติดตั้งรูปปั้นโรมัน Marcus Agrippa ผู้มีอุปการะคุณของเมือง ทางทิศใต้ของ Propylaea มี The Temple of the Athena Nike (Apteros Nike) สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ชัยชนะของกรีกต่อต้านกับเปอร์เซีย ตำแหน่งที่ตั้งของที่นี่เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ก่อนยุคประวัติศาสตร์ ถ้ามองตรงไปข้างหน้าก็คือ วิหารพาร์เธนอน (The Parthenon) สถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่ดังก้องโลก รู้สึกสำนึกคุณค่าของโบราณสถานจริง ๆ สมควรแล้วที่เขมเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ ซาบซึ้งมาก ๆ ค่ะ สร้างเพื่อเป็นศาสนสถานบูชาเทพีอธีนา (Athena เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด และศิลปศาสตร์ทุกแขนงของกรีกรวมถึงศิลปะการต่อสู้ด้วย ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์คือต้นมะกอก) และสร้างมาจากหินอ่อนเพนเทลิก (Pentelic) (เป็นหินอ่อนมาจากเขา Pentelikos ที่อยู่ใกล้เอเธนส์ ในสมัยกรีกโบราณหินอ่อนนี้มีชื่อเสียงเพราะคุณภาพที่ดีและสวยงาม)วิหารพาร์เธนอนสร้างตามการริเริ่มของเพริเคิล (Pericle) ผู้นำกรุงเอเธนส์ในสมัยนั้น สร้างและตกแต่ง 447-432 ปีก่อนคริสต์กาล มีเสาดอริกเรียงแถวละ 8 เสาอยู่ข้างหน้าและหลังวิหาร และด้านข้างซ้ายขวาแถวละ 17 เสา ลักษณะพองเล็กน้อยของเสาทำให้เราเห็นว่าเสานั้นโค้งเพราะการรับน้ำหนักของหลังคา แต่ความจริงแล้วเคล็ดลับความกลมกลืนของพาร์เธนอน คือ การออกแบบของเสาที่ไม่ตรงกัน อย่าเข้าใจในภาพที่ลวงตาเรานะคะ ในวิหารมีรูปปั้นสีทองงาช้างของอธีนา ซึ่งเป็นผลงานของประติมากรที่มีชื่อเสียง Pheidias และยังเป็นผู้ควบคุมในการสร้างทั้งหมด เป้าหมายของรูปปั้นเป็นการดำเนินการสำคัญของ Great Panathenaea ซึ่งพรรณนาเป็นลายสลักใต้ชายคา ในตำนานได้กล่าวไว้ว่า ชื่อของเอเธนส์เชื่อมโยงมาจากการชิงดีชิงเด่นสำหรับการให้ความคุ้มครองเมืองระหว่างโพไซดอน (Poseidon เทพเจ้าแห่งท้องทะเล สัญลักษณ์ของพระองค์คือ “สามง่าม” เทพผู้เขย่าพื้นพิภพ ผู้บัลดาลให้เกิดพายุ บิดาแห่งม้า) และอธีนา โพไซดอนได้เสนอชาวเอเธนส์ม้าหนึ่งตัว ในขณะที่อธีนาเคาะหินของ Acropolis ด้วยหอกของพระองค์ทำให้ต้นมะกอกแตกหน่อ อธีนาจึงเลือกต้นมะกอกเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง จึงได้ใช้ชื่อของพระองค์เป็นชื่อเมืองเพื่อเป็นเกียรติค่ะ รูปปั้นอธีนาที่อยู่ในวิหารฯ สูง 12 ม. ภายในรูปปั้นทำมาจากไม้ ส่วนเปลือยต่าง ๆ ทำจากงาช้าง และหมวกเหล็กเคลือบด้วยสีทอง ท่าทางแขนทั้งสองของรูปปั้นที่เป็นเครื่องหมายเทพีอธีนา ข้างขวาถือรูปปั้นงาช้างของชัยชนะ ซึ่งหายไปในยุคไบแซนไทน์ค่ะ

The Erechtheion

หันไปทางด้านข้างของพาร์เธนอน จะพบกับวิหาร The Erechtheion ที่มีสไตล์เป็นหนึ่งสร้างในแบบฉบับกรีกโบราณ 420-406 ปีก่อนคริสต์กาล บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดของ Acropolis เป็นที่ที่อธีนาเพาะปลูกต้นมะกอก สัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ แต่ถูกทำลายลงเมื่อเปอร์เซียรุกกราน ซึ่งในตำนานได้กล่าวไว้ว่า หลังจากการขับไล่เปอร์เซียออกไป ต้นมะกอกได้แตกหน่ออีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ วิหารนี้เป็นอาคารสองชั้นที่ ไม่ได้สัดส่วน มีสองระเบียงที่ไม่สัมพันธ์กันเท่าไร ระเบียงทางทิศใต้จะเป็นที่รู้จักกันมากกว่า เพราะรูปปั้นของสาวโสดที่ใช้ค้ำใต้หลังคา ที่เราเห็นนี้เป็นรูปปั้นจำลองนะคะ รูปปั้นห้าในหกตัวที่เคยใช้ตกแต่งวิหารตอนนี้แสดงอยู่ที่ Acropolis Museum และตัวที่หกอยู่ที่ British Museum ในกรุงลอนดอน ความแตกต่างในแต่ละส่วนของวิหารมาจากการอุทิศให้แต่ละเทพเจ้า เช่น ทางทิศตะวันออกให้แก่เทพีอธีนา และในทิศตะวันตกให้แก่เทพเจ้าโพไซดอนค่ะ

View of Acropolis

ลงมาที่เชิงเขาของ Acropolisโบราณสถาน The Ancient Agora ที่ไม่ได้เพียงแค่เป็นศูนย์กลางทางการค้าเท่านั้น แต่เป็นศูนย์กลางทางการเมือง วัฒนธรรม และศาสนา เพราะความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง ที่นี่ประกอบไปด้วยอาคารต่าง ๆ มากมาย เช่นการบริหารปกครอง การบริการสาธารณะ วิหาร และศาส ชาวเอเธนส์จะมารวมตัวกันที่นี่ทุกวัน เพื่อซื้อขายสินค้า ฟังข่าวรายวัน ตำหนิรัฐบาล แลกเปลี่ยนข้อคิด หรือเข้าร่วมสนทนา ในสมันนั้นที่นี่แฮปเพนนิ่งมาก ๆ ค่ะ ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคหินใหม่

The Ancient Agora

โบราณสถานที่สร้างใน Agora จะเกิดขึ้นในหลายยุค ตั้งแต่ยุคคลาสสิคจนถึงศตวรรษที่ 11 วิหารโบราณที่ถูกอนุรักษ์ไว้ดีที่สุด คือ Temple of Hephaistos สร้างขึ้นเพื่ออุทิศ เฮเฟสตัส (Hephaestus เทพแห่งไฟ โลหะ และการช่าง) และอธีนา 460-415 ปีก่อนคริสต์กาล ซึ่งข้างในมีรูปปั้นของทั้งสองเทพและเทพี แกะสลักโดยช่างแกะสลัก Alkamenes เดินถัดไปอีกหนึ่งโบราณสถานที่มีสถาปัตยกรรมซับซ้อน The Roman Agora ศูนย์กลางการค้าขาย เป็นอาคารสองชั้นประกอบด้วยสนามกว้างสี่เหลี่ยมมุมฉาก ล้อมรอบด้วยแนวเสาระเบียงหิน ซึ่งมีร้านค้าขายของใช้ประจำวันอยู่ข้างในมากกว่า 20 ร้านค้า ทางทิศเหนือของอาคารเป็นห้องสมุดสร้างโดยจักรพรรดิเฮเดรียน (Hadrain จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน) ในปีคริสต์ศักราช 132

Wandering in Monastiraki Square

ในกรุงเอเธนส์ยังมีโบราณสถานในช่วงยุคไบแซนไทน์ (ศตวรรษที่ 11 และ 12) ที่เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของศิลปะไบแซนไทน์ของเอเธนส์ สถาปัตยกรรมที่สำคัญในยุคนี้ คือ โบสถ์ไบแซนไทน์ ซึ่งเป็นการสร้างใหม่ของชาวคริสต์เตียนตามการรณรงค์ของจักรพรรดิบาซิลที่ 2 ค่ะ มากรุงเอเธนส์ทีประวัติศาสตร์ซึมเข้าสมองเพียบ! ยังไม่หมดนะฮะ โบราณสถานออตโตมัน (Ottoman) เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ควรเยี่ยมชม พวกออตโตมันได้พิชิตเอเธนส์ในปี 1456 และปกครองภายใต้จักรวรรดิออตโตมันของพวกเตอร์จนได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระในปี 1833 สถาปัตยกรรม The Tzistarakis Mosque ในจัตุรัส Monastiraki สร้างในปี 1759 ชาว Tzistarakis เสาะหาปูนขาวสำหรับการสร้างสุเหร่าด้วยการไปถอนเสาหินต้นที่ 17 ของ Temple of Olympain Zeus ออกมา(ทำไมทำกันอย่างงี้) สุเหร่านี้มีเฉลียงประดับด้วยเสาหินสี่ต้นและหน้าต่างสองแถว ๆ ละสี่บาน ซึ่งเป็นสุเหร่าเดียวในเอเธนส์ที่เปิดบริการให้สาธารณชนค่ะ ชมสุเหร่าเสร็จสามารถชอปปิ้งต่อได้ที่ตลาดนัดใกล้ ๆ หรือจะไปชอปบนถนน Ermou ก่อนกลับบ้านหรือก่อนเดินทางต่อไปแคว้นอื่นก็ได้นะคะ จบแล้วจ้า

Travel memo

  • Visa: ต้องทำเรื่องขอวีซ่าที่สถานฑูตกรีซซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ถ้ามีเอกสารเป็นภาษาไทย อย่างเช่น สำเนาบัตรประชาชนที่ต้องแนบไปพร้อมแบบฟอร์มคำร้องยื่นขอวีซ่า ต้องแปลประชาชนให้เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งทำได้ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
  • Currency: ประเทศกรีซจะใช้สกุลเงินที่เรียกว่ายูโร “Euro”
  • Climate: สภาพอากาศของกรีซ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เทือกเขาแอลป์ และ Temperate แบบแรก ภูมิประเทศแบบฝนตกในฤดูหนาว แห้งแล้งในฤดูร้อน อุณหภูมิไม่ค่อยสูง อย่างไรก็ตามก็มีหิมะตกบางในกรุงเอเธนส์ หมู่เกาะซิคละดิส หรือเกาะครีตมีสภาพอากาศหนาว เทือกเขาแอลป์ก่อตัวมาจากทางตะวันตกของกรีซ สภาพอากาศแบบสุดท้ายก่อตัวจากทางตอนกลางและทางมาซิโดเนียตะวันออก เทรซ Xanthi และ Evros เหนือ มีอากาศหนาว ชื้น ในฤดูหนาว และ แห้งแล้งในฤดูร้อน เป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับกรุงเอเธนส์ที่ตั้งอยู่ระหว่างสภาพอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนกับเทือกเขาแอลป์ ดังนั้นชานเมืองทางตอนใต้จะมีสภาพอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ในขณะที่ทางตอนเหนือมีสภาพอากาศแบบเทือกเขาแอลป์ 50% ของประเทศกรีซถูกปกคลุมไปด้วยป่าที่มีพืชนานาชนิดจากเทือกเขาแอลป์ ป่าสนของทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลรอบ ๆ ประเทศกรีซ มีแมวน้ำ เต่าทะเล และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่หายากอาศัยอยู่ ในขณะที่ป่าของกรีซเป็นที่บ้านหลังสุดท้ายของยุโรปตะวันตก ที่มีหมีสีน้ำตาล แมวป่า กวางโร แกะป่า สุนัขจิ้งจอก และหมูป่า

What you should know
*ส่วนสรุปโดยย่อของยุคประวัติศาสตร์กรีก

  • ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (The Prehistoric Periods) ตามหลักความเป็นจริง ยุคก่อนประวัติศาสตร์หมายความว่า ยุคที่เกิดขึ้นก่อนการบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ โดยมนุษย์ ซึ่งข้อมูลที่เราได้มานั้นมาจากนักโบราณคดี ตำนาน และประเพณีที่สืบทอดต่อกันมา
  • ยุคหินเก่า ยุคหินกลาง และยุคหินใหม่ (Paleolithic, Mesolithic and Neolithic Periods)
    ยุคหินเก่า ยุคหินกลาง และยุคหินใหม่ เป็นยุคหินที่อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงอารยธรรมในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะช่วงแรกเริ่มของยุคหินใหม่ที่มีการเปลี่นแปลงครั้งยิ่งใหญ่ จากวิถีทางการดำเนินชีวิตแบบร่อนเร่พเนจรมาเป็นการดำรงชีวิตในหมู่บ้านและมีอาชีพเกษตรกรรม
  • ยุคสำริด (The Bronze Age 3000 – 1100 B.C.) (หลังยุคหินและก่อนยุคเหล็ก) ระบบการแบ่งยุคเป็นแนวคิดมาจากระดับการพัฒนาของมนุษยชาติ ริเริ่มจากยุคหิน ต่อมายุคสำริดและยุคเหล็ก ซึ่งในเวลานั้นคำว่า “อุตสาหกรรม อวกาศ หรือนิวเคลียร์” ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งในโลกปัจจุบันก็ถูกตั้งให้อยู่ในบรรทัดฐานเดียวกัน ตามหลักเกณฑ์ในโบราณคดี ยุคสำริดแบ่งออกเป็นยุคย่อย ๆ 3 ยุค คือ ต้น กลาง ปลาย อารยธรรมมิโนอัน (Minoan) บนเกาะครีต (Crete) เป็นอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาอารยธรรมกรีก เข้ามามีอำนาจปกคลุมในช่วงต้นและกลางของยุค ซึ่งบดบังอารยธรรมไมซีแนเอียน (Mycenaean) ที่มีอิทธิพลอยู่บนแผ่นดินใหญ่ของกรีซในตอนปลายของยุคสำริด
  • ยุคเหล็กตอนต้น (The Early Iron Age 1100 – 900 B.C.) อารยธรรมไมซีแนเอียน (Mycenaean) ได้พังทลายในช่วงท้ายของยุคสำริด ซึ่งทำให้ศูนย์กลางเมืองที่ใหญ่โตรโหฐานหายไป พร้อมกับการลดลงของจำนวนประชากรในสภาพแวดล้อมพื้นที่ใกล้เคียง วัฒนธรรมก็เสื่อมโทรม เช่น ศิลปะในการเขียน การขาดแคลนข้อมูลที่เกิดขึ้นในยุคนี้ทำให้ยากแก่การเข้าใจของการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลา บางครั้งยุคนี้ยังมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ยุคมืด (Dark Age)” ในธรรมเนียมกรีกโบราณได้กล่าวไว้ว่า นักรบเผ่าดอเรียน (Dorian) ได้บุกรุกทางตอนใต้ของกรีซ จึงได้ขับไล่พวกไมซีแนเอียนทั้งหลายออกไป ในเวลาต่อมาไม่นาน ได้บังคับให้ชาวกรีกออกไปจากที่ที่อยู่ ให้ย้ายไปอยู่กับเอเชียไมเนอร์ (ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปเอเชียที่เชื่อมต่อระหว่างเอเชียกับยุโรป คาบสมุทรอานาโตเลีย) ตามที่สมมุติไว้ว่า นำโดยผู้สืบเชื้อสาย Ion ของเอเธนส์ และไปตั้งถิ่นฐานใหม่ตามชายฝั่งไอโอเนียน (Ionian)
  • ยุคเรขาคณิต (The Geometric Period 900-700 B.C.) ในช่วงยุคนี้ได้มีการบุกเบิกนครรัฐ รวมถึงเอเธนส์ (Athens) โครินธ์ (Corinth) และสปาร์ตา (Sparta) เป็นยุคที่เริ่มมองเห็นการพัฒนาล้ำเลิศเกี่ยวกับศิลปะ ผลผลิตในรูปแบบของกระเบื้องเคลือบ และลุกขึ้นค้าขายกับพื้นที่ใกล้เคียงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีการก่อตั้งกลุ่มในอิตาลีและซิซิลี ช่วงกลางของศตวรรษที่ 8 การพัฒนาในการเขียนนั้นได้นำยุคมืดออกมากลายเป็นยุคประวัติศาสตร์ที่เราสามารถพูดได้อย่างถูกต้อง นักแต่งกลอนในตำนานชาวกรีกโฮเมอร์ (Homer) ซึ่งชาวกรีกโบราณเชื่อกันว่าโฮเมอร์เป็นนักประวัติศาสตร์ เจ้าของมหากาพย์อีเลียด (Iliad) และโอดิสซีย์ (Odyssey) ได้แพร่กระจายไปทั่วในยุคนี้ด้วยค่ะ
  • ยุคโบราณ (The Archaic Period 700-480 B.C.) กรีซยุคอาร์เคอิค
    ความเจริญรุ่งเรืองของแต่ละนครรัฐทำให้ศูนย์กลางทางการเมือง ศาสนา ปรัชญา และการพัฒนาศิลปะเพิ่มขึ้น หลาย ๆ เมืองในแผ่นดินใหญ่กรีก หมู่เกาะอีเจียน (Aegean Islands) และชายฝั่งไอโอเนียนถูกควบคุมโดยทรราช ซึ่งไม่เป็นไปตามอำนาจรัฐธรรมนูญ แต่เป็นไปตามความนิยมของผู้สนับสนุนมากกว่า ผลงานความสำเร็จในยุคนี้เห็นได้จาก รูปปั้นเชิงอนุสาวรีย์ สถาปัตยกรรมวิหารหิน และแผนผังสิ่งปลูกสร้างเมือง ในตอนท้ายของศตวรรษที่ 6 เมืองกรีกต่าง ๆ ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของอีเจียนและเอเชียไมเนอร์ถูกอาณาจักรเปอร์เซียครอบงำ การปฏิวัติของชาวกรีกที่อาศัยอยู่บนชายฝั่งไอโอเนียนล้มเหลว ทำให้ชาวเปอร์เซียรุกรานแผ่นดินใหญ่กรีซ 490-480 ปีก่อนคริสต์กาล ซึ่งยุคโบราณได้จบลงอย่างเป็นทางการพร้อมกับความพ่ายแพ้ของกองทหารเปอร์เซียในสงครามสาลามิส หลังจากการปราบกองทหารเปอร์เซีย เอเธนส์กลับมามีอำนาจควบคุมนครรัฐต่าง ๆ ของกรีซ หรือเรียกว่าสันนิบาตเดเลียน (Delian League) ในการผนึกกำลังกันและจัดระเบียบเตรียมการป้องกันการรุกรานจากเปอร์เซียอีก ปกป้องผลประโยชน์และสร้างความมั่นคงให้นครรัฐของตน
  • ยุคคลาสสิค (The Classical Period 480-323 B.C.) ในทรรศนะของนักประวัติศาสตร์ จุดสูงสุดของอารยธรรมกรีก คือ วรรณคดี อักษรศาสตร์ บทละคร และศิลปะ ซึ่งเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในโลกของกรีก ในช่วงต้น ๆ ของยุคคลาสสิค เอเธนส์มีอำนาจ ร่ำรวย มั่งคั่ง และประสบความสำเร็จในการนำระบอบประชาธิปไตยของรัฐบาลมาเป็นหัวเรือ เอเธนส์ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเหมืองแร่เงิน โดยสันนิบาตเดเลียนใช้เป็นเครื่องบรรณาการจนในที่สุดกลายเป็นอาณาจักรเอเธนส์อย่างแท้จริง การวางแผนงานการสร้างอาคารในเอเธนส์รวมถึงวิหารพาร์เธนอน โบสถ์ต่าง ๆ และเมืองบริวารเกิดขึ้นในยุคนี้เช่นกัน ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 5 ความขัดแย้งของนครรัฐกรีกต่าง ๆ ทำให้เกิดสงครามเปลโอปอนนีเซียน (Peloponnesian War) ส่งผลให้เอเธนส์ถูกบดขยี้จนย่อยยับ ซึ่งในทศวรรษต่อมา พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งอาณาจักรมาซิโดเนียน (Macedonian) เริ่มเข้ามามีอำนาจปกครองจนบรรลุถึงที่สุดในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช
  • ยุคเฮเลนนิสติค (The Hellenistic Period 323- 31 B.C.) การผสมผสานระหว่างปรัชญาและวัฒนธรรมรุ่งเรืองของชนชั้นปกครอง ทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมแบบใหม่ที่ศิวิไลซ์ยิ่งขึ้น หลังจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสิ้นพระชนม์ เมื่อพระชนมายุ 33 ปี มีกษัตริย์ปกครองกรีซสืบต่อมาอีก 3 รัชกาลจักรวรรดิถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ เอเชียไมเนอร์ อียิปต์ และอาณาจักรมาซิโดเนียในกรีซ ราชอาณาจักรเฮเลนนิสติคเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และการอุปถัมภ์ในศิลปะ เช่น สถาบัน และห้องสมุดที่อเล็กซานเดรียและที่เพอร์กามอน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสงวน และถ่ายทอดความเป็นนักวิชาการและงานประพันธ์รุ่นแรก ๆ ท้ายสุดเอเธนส์ก็เป็นศูนย์กลางทางการเมืองที่สำคัญ และยังเป็นบ้านเกิดของโรงเรียนปรัชญาที่สำคัญอีกด้วย
  • ยุคโรมันในกรีซ (The Roman Period in Greece 31 B.C. – A.D. 323) ในที่สุดราชอาณาจักรเฮเลนนิสติคถูกดูดกลืน เพราะอำนาจของโรมันที่เติบโตล้ำหน้ากว่า 31 ปีก่อนคริสต์กาล ความพ่ายแพ้และการตายของแอนโทนี (Antony) และคลีโอพัตรา (Cleopatra) ผู้ปกครองราชวงค์ปโตเลมีองค์สุดท้าย อ็อกตาเวียน (Octovian) จึงได้รวบรวมกรีกทั้งหมดเข้าด้วยกันไปยังอาณาเขตโรมัน ศูนย์การเรียนรู้และศิลปะต่าง ๆ ในรัฐเอเธนส์ โรด เดลอส เดลฟี ยังดำเนินเฟื่องฟูต่อไปในยุคโรมัน โดยเฉพาะภายใต้การอุปถัมภ์ของจักรพรรดิ์ฟิเฮเลนนิค มีเมืองโรมันหลัก ๆ ในเอเชียไมเนอร์ได้แก่ Hadrian, Ephesos, Pergamon และ Aphrodisias
  • ยุคไบแซนไทน์ในกรีซ (The Byzantine Period in Greece A.D. 323 – 1453) ครึ่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของอาณาจักรโรมัน จักรพรรดิ์คอนสแตนตินได้ก่อตั้งเมืองหลวงใหม่ มีชื่อว่า “Nova Rome” แปลว่า “โรมใหม่” (New Rome) หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนามว่า กรุงคอนสแตนติโนเปิล “Constantinople” (ปัจจุบัน คือ อิสตันบูล) การยอมรับทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางศาสนา ความศรัทธาของคริสตศาสนิกชน ได้เปิดทางให้อาณาจักรโรมัน ดำเนินต่อไปในรูปแบบศาสนาคริสต์ ในปี 1204 ภายหลังที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกขับไล่ด้วยฝีมือกองกำลังครูเสด ดินแดนของกรีซทั้งหมดตกอยู่ใต้กรรมสิทธิ์เวนิเชียน การถูกรุกรานทำให้อิทธิพลของอาณาจักรไบแซนไทน์เสื่อมถอย และถึงจุดจบเมื่อเติร์กเข้ายึดครองกรุงคอนสแตนติโนเปิลในปี 1453

Special Thanks
Tour Guru Co., Ltd.

297/2 Lumpini Place Rama 3-River View, Bangklo, Bangkorlaem, Bangkok 10120
Tel: +66 2291 7711
Fax: +66 2291 7722
Email: info@tourguru.co.th
www.tourguru.co.th

Tagged with: ,