Amankora Paro

IMG_3280

ครั้งหนึ่งในชีวิต……ภูฐานเมืองแห่งสวรรค์

ประเทศที่เต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ที่อยู่บนภูเขา  การเพาะปลูกที่เป็นหย่อมๆ และการอนุรักษ์ธรรมชาติของป่าที่แทบจะหาดูได้ยากแล้วในโลกปัจจุบัน แต่ความสมบูรณ์ที่เป็นจริงของป่าไม้ที่น่าเหลือเชื่อก็ยังมีอยู่ อย่างประเทศภูฐานที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 180 ถึง 7,550 เมตร ขนาดของประเทศภูฐานเทียบเท่ากับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีประชากรทั้งสิ้น 699,000 คน ภูฐานเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจากหลายๆ ประเทศทั่วโลกใฝ่ฝันที่จะเข้าไปเยี่ยมชม  ซึ่งในความเป็นจริงแล้วภูฐานเป็นประเทศที่ไม่ยากที่จะเข้าไปสัมผัส   ด้วยจังหวะเวลาและความโชคดีของพวกเรานั้นทำให้ได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวชาวเอเชียที่ได้เข้าไปเรียนรู้และสัมผัสถึงวัฒนธรรมของเขาอย่างแท้จริง ที่บอกว่าเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวชาวเอเชียก็เพราะว่าภูฐานยังเป็นประเทศที่ไม่เป็นที่รู้จักมากในเอเชีย ส่วนมากนักท่องเที่ยวในภูฐานจะมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาหรือจากทวีปยุโรป ภูฐานเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความลึกลับ นิยายโบราณ ตำนาน และศาสนา ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าในปัจจุบันหรือประเทศรอบข้างอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือประเทศอินเดียได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภูฐานก็ยังเป็นประเทศที่มีแต่อารยธรรม บรรยากาศที่บริสุทธิ์ และความเป็นมิตรของชาวภูฐาน

 

การเดินทางของพวกเราครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมด 7 วัน ซึ่งได้ทำการวางแผนล่วงหน้าก่อนเดินทาง 1 เดือนตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบินที่สามารถทำการจองเองได้หลายวีธี  

1) จองตรงกับสายการบิน Druk Air มีที่ทำการอยู่ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง

2) จองผ่านเว็บไซต์ www.drukair.com.bt

3) จองผ่านโรงแรมซึ่งทางโรงแรมจะช่วยทำเรื่องขอวีซ่าให้ด้วย 

เนื่องจากในประเทศไทยไม่มีสถานเอกอัครราชฑูตภูฐาน เพราะฉะนั้นการยื่นขอวีซ่าจะต้องทำในประเทศภูฐานเท่านั้น  พวกเรามีความรู้เกี่ยวกับภูฐานน้อยมากจึงได้ให้ทางโรงแรมช่วยจัดตารางเส้นทางเดินทางให้พร้อมกับได้ไปซื้อหนังสือ lonely planet มาอ่านเพื่อเสริมความเข้าใจให้มากขึ้น  ส่วนใหญ่โรงแรมที่นั่นจะมีแพคเกจโปรแกรมท่องเที่ยวให้เลือกตั้งแต่ 3 วันไปถึง 3 อาทิตย์  ก่อนที่จะเข้าเรื่องไปมากกว่านี้ สิ่งสำคัญที่นักเดินทางต้องทราบก็คือ ค่าใช่จ่ายทั้งหมดจำเป็นต้องจ่ายก่อนเดินทางซึ่งเป็นกฎของประเทศภูฐาน บางโรงแรมจะรวมอาหารไปกับค่าห้อง เช่น โรงแรมอมันโคร่า (Amankora) เป็นการดีที่ว่าเราจะได้ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ภูฐานเป็นสถานที่ที่มีแต่ธรรมชาติจริงๆ ขอเน้นว่าธรรมชาติจริงๆ ไม่ว่าใครที่อยากจะไปภูฐานต้องเป็นคนที่ชอบและเห็นคุณค่าของธรรมชาติ เพราะที่นี้มันสุดๆ ไปเลย!! ถ้าจะให้กล่าวถึงสถานที่ช้อปปิ้ง ขอบอกได้เลยว่าไม่มี  ถ้ามีราคาก็ค่อนข้างสูงเนื่องจากของส่วนใหญ่มาจากอินเดียหรือไม่ก็มาจากบ้านเราเอง  เศรษฐกิจหลักของภูฐานคือ การเกษตรอย่างเดียว ข้าวของเครื่องใช้ส่วนมากก็ Made in Thailand เรื่องเงินตราก็ไม่น่าเป็นห่วง ที่ภูฐานรับเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินตราพื้นเมืองภูฐานเรียกว่า ‘นู’ ย่อมาจากคำเต็มว่า ‘นูทรัม’(ngultrum) เราไม่ต้องแลกเงินประเทศเขาก็ได้ แค่มีแบงค์ย่อยดอลลาร์สหรัฐ 1, 5, 10 และ 20 ไว้ใช้เวลาจำเป็น ถ้ามีแบงค์ 100 ก็ควรที่จะแลกแบงค์ย่อยที่โรงแรม อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 44 นูทรัม  

ภูฐานเป็นประเทศอนุรักษ์นิยมเพราะฉะนั้น ชาวภูฐานจะแต่งกายแต่ชุดประจำชาติซึ่งชุดผู้ชายจะเรียกว่า โก (Gho) ส่วนของผู้หญิงเรียกว่า คีร่า (Kira) ชาวภูฐานถูกห้ามแต่งตัวตามแฟชั่น กางเกงยีนก็ไม่ได้เด็ดขาด ยกเว้นนักท่องเที่ยวเท่านั้น และนักท่องเที่ยวควรนำเสื้อผ้าที่เรียบร้อยติดไปด้วย เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิแห่งทางศาสนา ซึ่งชาวภูฐานให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

ภูฐานมีเมืองที่น่าท่องเที่ยวหลายแห่งซึ่งแต่ละเมืองมีความแตกต่างออกกันไปโดยเฉพาะทางด้านภูมิศาสตร์และธรรมชาติ  เมืองแรกที่พวกเราไปถึงคือ พาโร (Paro) เป็นเมืองที่ตั้งของสนามบิน ซึ่งไม่ใช่เมืองหลวง พาโรเป็นเมืองเมืองเดียวที่มีภูมิศาตร์เหมาะที่สุดสำหรับการตั้งสนามบินในแถบเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้  ซึ่งผู้ที่จะต้องการเดินทางไปเมืองหลวง  ทิมภู (Thimphu) จะต้องนั่งรถจากพาโรไปประมาณ 2 ชั่วโมง โดยมีระยะทาง 53 กิโลเมตร ระยะทางดูสั้นแต่ถามว่าทำไมใช้เวลานาน เนื่องจากระยะทางไม่ว่าจากที่ใดที่หนึ่งในภูฐานจะต้องเดินทางเลาะผ่านภูเขา  ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาการเดินทางนานแต่ทัศนียภาพตลอดทางมีให้เราเห็นจนคุ้ม ภูเขาสีเขียวที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ สีฟ้าสดของท้องฟ้า สีเขียวฟ้าของน้ำใสในลำธาร เรียกว่าไม่เบื่อ ชมวิวจนลืมเวลาไปได้เลย  ยังมีอีกเมืองหนึ่งที่น่าไปเยี่ยมชมคือ กังเต้ (Gangtey) ซึ่งเป็นเมืองที่มีนกกระเรียนคอดำ แล้วจะพบเห็นนกพวกนี้ได้มากในช่วงหน้าหนาวที่บินมาจากทิเบต

ก็ได้เกริ่นไปตั้งแต่ข้างต้นว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นความโชคดีของพวกเราที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวภูฐาน ความโชคดีนั้นมีเยอะมาก ก็ต้องขอเริ่มตั้งแต่อยู่บนเครื่องบิน ในวันนั้นทางสารคดีช่อง Discovery บังเอิญทำภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับภูฐานซึ่งในขณะที่เครื่องบินกำลังลดระดับลงนั้น  เครื่องบินจะต้องบินวนในเส้นทางพิเศษเพื่อที่ให้ทางทีม discovery เก็บภาพได้หมด นั้นละที่ทำให้พวกเราและผู้โดยสารทั้งลำเห็นวิวที่โดดเด่นของภูฐานอย่างแท้จริง  เมื่อออกจากเครื่องบิน อย่างแรกที่ต้องมองหาคือแผนกรับทำวีซ่าขาเข้า ซึ่งตรงนั้นเขาจะมีรายชื่อของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่จะเข้าภูฐานสำหรับวันนั้น รายชื่อนี้ทางโรงแรมจะเป็นผู้ส่งให้กับกองตรวจคนเข้าเมือง แต่เราต้องกรอกใบคำร้องขอวีซ่าก่อนเดินทางแล้วส่งให้ทางโรงแรมที่เราจะไปพักดำเนินเรื่องต่อ ค่าทำวีซ่าอยู่ที่ 20 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากผ่านกองตรวจคนเข้าเมืองแล้วก็ไปรอรับกระเป๋าที่สายพาน เมื่อพวกเราได้กระเป๋าของตัวเองก็รีบที่จะเดินผ่านศุลกาการเพื่อออกไปข้างนอก แต่ก็โดนเจ้าหน้าที่ศุลกาการหยุดไว้ ตอนแรกก็ตกใจแต่ที่ไหนได้ ที่ภูฐานเข้มงวดมากๆ คือว่าต้องนำแถบป้ายบอกข้อมูลของกระเป๋าเดินทางที่ติดอยู่กับตั๋วเครื่องบินเมื่อตอนเช็คอินมาโชว์ให้เจ้าหน้าที่ดูว่าเบอร์ที่เรามีกับที่กระเป๋าตรงและถูกต้องแล้วถึงให้เราไปได้  เข้มงวดดีที่ไม่ต้องหยิบกระเป๋าผิดใบ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีเหตุการแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง…..

IMG_3280 IMG_3284

เมื่อผ่านพิธีการทั้งหมด พวกเราได้เดินทางไปโรงแรมอมันโคร่า (Amankora) พร้อมกับเจ้าหน้าที่จากโรงแรมที่มารอรับ ความตื่นเต้นก็ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางจากสนามบินมาโรงแรมใช้เวลาประมาณ 30 นาที มีลำธารน้ำใสที่สวยงาม ตื่นตาตื่นใจมาก พอถึงโรงแรมเจ้าหน้าที่ก็ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี โดยนำผ้าไหมบางสีขาวมาคล้องคอ ก็เสมือนกับคนไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยพวงมาลัย โรงแรมอมันโคร่าเป็นหนึ่งในเครือของอมันรีสอร์ท หรือเป็นที่รู้จักกันกันดีในภูเก็ตคืออมันปุรีนั่นเอง อมันโคร่าเป็นโรงแรมสากลแรกในภูฐานและมีโรงแรมสาขาที่มากที่สุดในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ทั้งนี้ร่วมถึงใน พาโร (Paro) ทิมภู (Thimphu) ภูนาขะ (Punakha) และ กังเต้ (Gangtey) ห้องพักของอมันโคร่ามีทั้งหมด 24 ห้องเป็นห้องชุดแบบเดียว (Suite) อมันโคร่าถูกออกแบบโดยสถาปนิกที่มีชื่อเสียงชาวออสเตรเลียชื่อ Kerry Hill อาคารของโรงแรมมีลักษณะรูปทรงเหมือนบ้านแบบฉบับของภูฐานที่สร้างมาจากโคลน มีหลังคาที่ลาดเอียง ลักษณะการตกแต่งภายในด้วยไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอมันโคร่าไม่ว่าสาขาใดสาขาหนึ่งของโรงแรมในภูฐาน ทุกห้องมีการออกแบบที่เรียบง่ายขึ้นอยู่กับความเป็นจริงของธรรมชาติพร้อมด้วยเตาผิงแบบดั้งเดิมไว้ใช้สำหรับหน้าหนาว ลักษณะเด่นของอมันโคร่า พาโร คือไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโรงแรมเราก็จะได้เห็นภูเขาจามอลหาลรี่ (Mt. Jamolhari) ที่มียอดปกคลุมไปด้วยหิมะซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในภูฐาน

เนื่องจากภูฐานตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเยอะ อากาศค่อนข้างที่จะบางหรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ออกซิเจนน้อย นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีปัญหาในการหายใจ แต่หมายความว่า “เหนื่อยง่าย”     ขนาดพวกเราออกกำลังกายสม่ำเสมอแค่เดินขึ้นบันได 5 ขั้นวันแรกยังไม่รอดเลย ไม่รอดของพวกเราคือยืนพักเหนื่อยเกาะบันไดไปนานพักนึง ก็ทำให้พวกเรารู้ว่าอากาศบางเป็นแบบนี้นี่เอง!

H2M2ED0V H2M2ED0U

กิจกรรมที่นิยมสำหรับนักเที่ยวเมื่อไปภูฐานคือการเดินป่าหรือการเดินทางไกล (trekking) ซึ่งในวันแรกพวกเราเริ่มเดินในระยะสั้นๆ เพื่อทำการคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมเตรียมพร้อมกับการผจญภัยในวันต่อๆไป  อมันโคร่าตั้งอยู่บนลาดเขาใกล้ๆ หมู่บ้านบาลาขะ (Balakha) ที่ล้อมรอบไปด้วยพงต้นสนและป่าเขาซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 2,250 เมตร การสำรวจของพวกเราเป็นครั้งแรกก็เริ่มขึ้น โดยมีไกด์ชื่อโชกี้ (Choki) และคนขับรถชื่อ โซนำ (Sonum) เป็นคนดูแลพวกเราระหว่างพักที่อมันโคร่า รอบๆโรงแรมมีทัศนียภาพที่สวยงาม การเดินทางเริ่มจากโรงแรมเลาะผ่านลำธาร ดงหญ้า ป่าไม้ พวกเราได้พบเห็นบ้านเรือนและการเป็นอยู่ที่แท้จริงของชาวพื้นเมืองภูฐาน เช่น การอาบน้ำ หรือที่เรียกว่า (hot stone bath) เป็นการอาบน้ำแบบดั้งเดิมคือการเอาหินก้อนหลายๆ ก้อนไปเผาไฟให้เกิดความร้อน เมื่อหินทั้งหมดร้อนหินพวกนั้นจะถูกนำไปใส่ในอ่างน้ำ ซึ่งความร้อนของหินจะทำให้อุณหภูมิของน้ำร้อนเพื่อพร้อมใช้ นอกจากการอาบน้ำแบบธรรมชาติโดยที่ไม่มีเครื่องทำน้ำร้อนแบบทันสมัย ยังมีโชเทิ้น (Chortens) ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเกี่ยวกับศาสนา จะพบได้ทุกๆ ที่ แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับบ้านเรา ก็น่าจะเป็นศาลพระภูมินั่นเอง ในภูฐานมีโชเทิ้นลักษณะคล้ายคลึงกัน 3 แบบคือ แบบทิเบต แบบเนปาล และแบบภูฐานของเขาเอง ทิวทัศน์ที่มีแต่สีเขียวและอากาศที่บริสุทธิ์ ไม่ได้ทำให้พวกเราคิดถึงความเหนื่อยสักนิดเลย  มีการเดินขึ้นเขาที่ไม่ได้สูงมาก ถ้าจะให้บอกก็น่าจะประมาณการเดินไต่บนเครื่องออกกำลังกายในระดับสูงสุด….ฮิ ฮิ ฮิ   ในระดับยอดเขาที่สูงนี้เองมีดรุกยาล ซอง (Drukgyal Dzong) เป็นป้อมกำแพงสูงแต่ไม่เท่ากำแพงเมืองจีนที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสงครามระหว่างภูฐานและทิเบต ปัจจุบันเหลือแต่หอสังเกตการณ์และซากปรักหักพังเนื่องจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1954  พอเดินลงเขาก็จะถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่พวกเราได้เห็นการเล่นกีฬาประจำชาติของภูฐานคือ การยิงธนู สิ่งที่แปลกในการเล่นของเขาคือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ทั้งทีมนั้นจะมีการเต้นและร้องเพลงแบบพื้นเมืองเข้าจังหวะพร้อมๆ กันในชุดประจำชาติของเขา ดูแล้วน่าประทับใจในความสามัคคีของพวกเขา การเดินทางในวันนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ไม่เหนื่อยเลยแต่มีความสุขและตื่นเต้นมากกว่า พอตกกลางคืนก็ยิ่งตื่นเต้นอีกเพราะไม่เคยพบที่ไหนที่เงียบสงบและมืดขนาดนี้ ท้องฟ้าที่มีสีดำม๊ากมากเต็มไปด้วยดวงดาว ไม่เคยเห็นที่ไหนมีดาวเยอะแยะเท่าที่ภูฐาน แผ่นฟ้าเต็มไปด้วยแสงสว่างของดาวแถมมีดาวตกให้ดูอยู่เรื่อยๆ  ความเงียบก็ไม่สามารถเทียบเท่าที่ไหนได้เหมือนกัน ไม่มีเสียงอึ่งอ่าง ไม่มีเสียงจั๊กจั่น หริ่งหรีดเรไร ง่ายๆ ก็คือไม่มีเสียงสัตว์สักชนิดใดแม้กระทั่งเสียงลม เงียบจริงๆ สุดๆ ไปเลย!

H2M2ED0S

สำหรับผู้ที่ชอบนั่งสมาธิหรือปฏิบัติธรรม ภูฐานเป็นที่เหมาะสมมาก ซึ่งพวกเราได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนานิกายมหายานกับท่าน ริมโปเช่ มีนัก อาร์ ตุลกู (Rimpoche MynakTulku) ท่านเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นที่นับถือของชาวภูฐาน ท่านได้สอนถึงหลักธรรมของนิกายมหายาน นอกจากนั้นพวกเราได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมโต๊ะกับท่าน ไม่ว่าจะเป็นการทักทายแบบจับมือ การแลกเปลี่ยนบทสนทนา มีความแตกต่างกันมากกับที่นี่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พวกเราได้สัมผัสแบบนี้ ทำให้ซาบซึ้งและประทับใจเป็นอย่างมาก ท่านริมโปเช่ มีนัก อาร์ ตุลกูองค์นี้ได้เคยให้การต้อนรับและติดตามคณะของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เมื่อคราวที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาเสด็จไปเยือนภูฐานเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ท่านริมโปเช่ได้เล่าถึงความประทับใจให้พวกเราฟัง

หลังจาการเริ่มต้นของวันแรกที่สวยงาม พวกเราได้เดินทางไปชมวัดทักซัง (Taktshang Goemba) ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผามีความสูง 3,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล วัดนี้เป็นวัดที่ชาวภูฐานนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะมีตำนานเล่าว่า พระปทุมสมภพ (Padmasambhava) หรือเป็นชื่อที่รู้จักกันดีของชาวภูฐานในนาน กูรู ริมโปเช่ (Guru Rimpoche) ประทับบนหลังเสือขึ้นมาที่นี่เพื่อวิปัสสนากรรมฐานเผยแผ่พระธรรม วัดนี้จึงมีชื่อเรียกอีกหนึ่งชื่อว่าไทเก้อเนส (Tiger’s Nest) การเดินทางขึ้นเขาใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ลงอีก 2 ชั่วโมง แต่ทิวทัศน์เนี๊ยกรี๊ดสลบไม่สามารถที่จะบรรยายได้ เดินขึ้นลงทั้งหมด 4 ชั่งโมงก็ไม่เท่าไหร่ ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุ้มค่าจริงๆ เดินขึ้นไปถ่ายรูปไปอย่างสนุกสนาน สำหรับคนที่ไม่ชอบเดินมากๆ ทางโรงแรมสามารถจัดหาลาให้เราขี่ขึ้นเขา  ซึ่งเจ้าลาพวกนั้นรู้เส้นทางเดินอย่างชำนาญ พวกเราก็ใช้เจ้าลาแบกของขึ้น ก็ไม่มีอะไรมากแค่ให้เจ้าลาแบก Ipod ที่เสียบกับลำโพงตัวเล็กๆ เท่านั้นล่ะ ทั้งเจ้าลา โชกี้ โซนำและพวกเรามีเพลงเพราะๆ มีวิวสวยๆ สูดอากาศสดชื่น แค่นี้ก็ทำให้เราหลุดออกจากโลกแล้ว จะหาอะไรที่สมบูรณ์ไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว  ถ้าครั้งนี้เป็นการเดินทางของคน 2 คนมันก็จะเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือน แต่ถ้าไม่ใช่เป็นคู่รักยังไงก็รักกันจนได้นะ!  อ้อ เจ้าลาที่พูดถึงนี้จะช่วยเฉพาะขาขึ้นยังไงขาลงก็ต้องเดินลง ขี่ลาลงไม่ได้เพราะทางค่อนข้างลื่นและขรุขระ ซึ่งเกิดอันตรายได้ง่าย

จากการเดินที่สมบุกสมบัน  พวกเราก็เดินทางต่อไปวัดคิชู ลาคัง**(Kyichu Lhakhang) ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูฐาน สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 วัดนี้พวกเราได้ทำพิธีการสวดให้พรที่เรียกว่า Tsewang เป็นพิธีกรรมเพื่อให้มีชีวิตที่ดี อายุยืนยาว พิธีกรรมทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยพระท่านจะคล้องผ้าสีขาวที่คอพวกเราก่อนแล้วสวดมันตรา สั่นกระดิ่ง โปรยข้าวและเมล็ดต่างๆ และใช้สิ่งของเครื่องลางที่ใช้ประกอบพิธีแบบทางพุทธศาสนามหายาน เช่น ดอจิ (Dorji) ที่กูรู ริมโปเช่ใช้ปราบ กำจัดความยุ่งเหยิงจากพวกปีศาจ พิธีจบด้วยการให้พรที่ศีรษะและดื่มน้ำมนตร์  เป็นพิธีที่มีความแตกต่างจากบ้านเรามาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกไม่ศรัทธา กลับกลายเป็นว่าพวกเราอยากจะศึกษาเพิ่มเติมซึ่งยังมีพิธีอื่นๆ อีกมากมาย

ภูฐานเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยซอง ซึ่งแต่ละเมืองก็จะมีซองที่น่าสนใจ ในซอง**(Dzong) จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ที่ทำการใหญ่ ศูนย์การบริหารทั้งฝ่ายทางราชการและฝ่ายพระสงฆ์ ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือ ส่วนสำนักงานที่ว่าการของราชการและส่วนของวัดที่มีพระสงฆ์ประกอบกิจของสงฆ์ ปกติขนาดของซองที่สร้างขึ้นจะมีขนาดใหญ่ สร้างมาจากหิน โคลน ไม้ซุง ฯลฯ ในซองจะถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนตามภารกิจของแต่ละฝ่าย  จะสังเกตได้ว่าซองแต่ละที่จะมีทางเข้าที่เป็นสะพานไม้หรือเหล็กซึ่งเป็นระบบป้องกันอย่างหนึ่งเพื่อไม่ให้คนนอกเข้า  ซองที่ควรจะไปได้แก่ พาโรซอง (Paro Dzong) ที่อยู่ในเมืองพาโร และภูนาขะซอง (Punakha Dzong) ที่เมืองภูนาขะ  สถาปัตยกรรมของซองนั้นเต็มไปด้วยลวดลายและสีสัน  มีความผสมผสานงานศิลป์ของจีนและอินเดียที่เน้นความละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว  แม้กระทั้งงานศิลปะบนกำแพงก็เกิดจากตำนานเล่าขาน ทางเข้าของซองบนกำแพงจะมีภาพจิตรกรรมฝาผนังของผู้พิทักษ์4 ทิศ คือนำโดซ (Numthose) กษัตริย์สีทองแห่งทิศเหนือ  แภคชีโป (Phagchepo) กษัตริย์สีฟ้าแห่งทิศใต้  ยูลคอซุง (Yulkhorsung) กษัตริย์สีขาวแห่งทิศตะวันออก และเชนมิแซง (Chenmizang) กษัตริย์สีแดงแห่งทิศตะวันตก  นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์แห่งความสามัคคี (symbol of unity) ของสัตว์ 4 ตัวคือช้าง ลิง กระต่าย และนกยูง มีเรื่องเล่าว่าสัตว์ทั้ง 4 ตัวร่วมด้วยช่วยกันที่จะจัดปลูกต้นผลไม้เพื่อความอยู่รอด  เริ่มด้วยเจ้านกยูงที่ไปหาเมล็ดผลมาปลูก เจ้ากระต่ายมีหน้าที่รดน้ำ เจ้าลิงคอยใส่ปุ๋ยทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ส่วนเจ้าช้างมีหน้าที่คอยเฝ้ารักษาการณ์ เมื่อต้นไม้เจริญเติบโตสูงขึ้นเกินที่จะเอื้อมเก็บผลที่ออกตามกิ่งก้าน สัตว์ทั้ง 4 ตัวนี้ใช้ความสามัคคีด้วยการต่อตัวบนหลังเจ้าช้าง ต่อมาเจ้าลิง เจ้ากระต่าย และเจ้านกยูงที่อยู่ข้างบนสุดคอยเก็บผลไม้สุกมาให้ตนเองและเพื่อนๆ กิน

**ความแตกต่างระหว่าง ซอง (Dzong) และลาคัง (Lhakhang) คือซองเป็นสถานที่ราชการและเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ ส่วนลาคังเป็นเพียงแต่วัดเท่านั้น

ไม่ไกลจากโรงแรม พวกเราเดินทางไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (National Museum) ซึ่งเคยเป็นป้อมสังเกตการณ์ของพาโรซอง แต่ในปัจจุบันที่นี้ใช้เป็นพิพิธภัณฑเท่านั้นเอง ภายในพิพิธภัณฑ์มีการแสดงโบราณวัตถุหลายๆ ประเภท เช่น อาวุธสงคราม พระไตรปิฎกภาษาซองกา (Dzongka) ซึ่งเป็นภาษาของชาวภูฐาน ภาพวาด เครื่องดนตรีที่ใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาของนิกายมหายาน เครื่องเงิน เครื่องทองแดง เครื่องแต่งกายสมัยโบราณ ทั้งของกษัตริย์ ข้าราชการ ทหาร และชนสามัญ ฯลฯ

ในพาโรมีสถานที่สวยงามให้ชมเยอะแยะ ซึ่งประมาณว่าเกือบ 2 ปีที่แล้ว ภูฐานได้เปิดหุบเขาฮาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งให้นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนที่เรียกว่าฮาวาลเล่ย์ (Haa Valley) การเดินทางก็เป็นการเดินทางขึ้นเขาอีกแล้วแต่คราวนี้ไปด้วยรถ หรือถ้าต้องการสัมผัสธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ก็สามารถขี่จักรยานเสือภูเขาขึ้นไปได้ อย่างเพิ่งตกใจ…..ทุกๆ ที่ที่ไปสามารถเดินทางไปด้วยรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4 x 4) ยกเว้นที่วัดทักซังที่จะต้องเดินขึ้นหรือใช้เจ้าน้องลาตัวน้อย ตลอดทางขึ้นเขาทิวทัศน์ สีสันของความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติก็จะให้บอกว่าสุดๆ ไปเลยก็คงจะดูไม่น่าเชื่อ เพราะว่าอะไรมันจะสุดๆ ได้บ่อยขนาดนั้น  ขอบอกว่าต้องไปประเทศนี้ สถานที่แห่งนี้ ถ้าจะให้กรี๊ดสลบอีกก็คงไม่ไหว จะกรี๊ดอะไรกันบ่อยๆ เอาอย่างงี้ละกัน ขอจำกัดความว่า “น่าอัศจรรย์” การไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จะสังเกตุได้ว่าต้นไม้ในแต่ระดับมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสีหรือลักษณะ ยิ่งสูงยิ่งสวย พวกเราก็มีการหยุดถ่ายรูป กระโดดลงจากรถเพื่อเก็บภาพสวยๆ ไปตามทางขึ้น สนุกสนานมาก……เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางที่เรียกว่า ชิเลล่า พาส (Chile La Pass)  ซึ่งอยู่ในระดับความสูง 3,900  เมตร ในระดับความสูงนี้เองทำให้พวกเราเห็นวิวของพาโรอย่างแจ่มแจ้ง โอ้โห ถ้ามองออกไปไกลในระดับสายตาเราก็จะเห็นทั้งเทือกเขาหิมาลัยที่ยาวไปถึงประเทศเนปาลและประเทศทิเบต นอกจากนี้ภูเขาจามอลหาลรี้ที่มีหิมะปรกคลุมก็จะได้เห็นเด่นชัด ในเมื่อพวกเราไต่ขึ้นมาสูงขนาดนี้ การถ่ายภาพสวยๆ ก็ต้องมีบ้างเพื่อจะได้คุ้มค่ากับการนั่งรถวนขึ้นซ้าย วนขึ้นขวามากว่า 45 นาที ถ้ามองลงเขาเราก็จะเห็นที่อยู่ของชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในหุบเขาฮา ซึ่งมีจำนวนน้อยที่หายากอาศัยอยู่ใกล้ๆ ตำนานที่ เกี่ยวกับดอกป๊อปปี้สีฟ้า ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของภูฐาน  ในระดับพื้นของหุบเขาฮาจะเต็มไปด้วยเกษตรกรรม มันสำปะหลัง ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่างและข้าวสาลี  ยังมีอีกที่ว่าข้างบนนี้ในระดับความสูงเช่นนี้เป็นสถานที่ทำพิธีกรรมทางพุทธศาสนานิกายมหายานที่เรียกว่าสกายบูเรียลออฟเฟอร์ริ่ง (Skyburial offering) ซึ่งเป็นความเชื่อของนิกายมหายานในการทำพิธีที่ส่งดวงวิญญาณของผู้ตายกลับสู่โลก โดยพิธีกรรมจะมีพระสงฆ์มาสวดศพ หลังจากนั้นจะทำการแล่เนื้อออกจากร่างผู้ตาย กระดูกจะถูกทุบให้ละเอียด แล้วทุกๆ ชิ้นส่วนนั้นจะถูกวางทิ้งไว้ในที่ที่เหมาะสม จากนั้นก็จะมีคนทำการส่งสัญญาณเรียกอีแร้งให้มากินชิ้นเนื้อศพนั้นเป็นอาหาร แถวๆ นั้นจึงมีธงบทสวดมนตร์จำนวนนับไม่ถ้วนที่ญาติๆ ของผู้ตายมาปักไว้  พวกเราไม่มีโอกาสเห็นด้วยตัวเองเนื่องจากว่าพิธีแบบนี้เป็นพิธีต้องห้ามสำหรับนักท่องเที่ยว ความจริงก็อยากเห็นเหมือนกันแต่พอฟังโชกี้เล่าก็พอที่จะนึกภาพออกหยั่งกะดูช่อง National Geographic Channel (UBC ช่อง 24) ที่อีแร้งจิกกินชิ้นเนื้อสัตว์ตายสดๆ เลย  นี้เป็น 1ใน 3 พิธีหลักของนิกายมหายานที่ส่งดวงวิญญาณของผู้ตายกลับไปสู่คืนโลก อีก 2 พิธีคือการเผาและการลอยอังคาร  พิธีการแล่เนื้อเป็นพิธีที่แปลก สยองขวัญ แต่ก็เป็นความรู้ใหม่ๆ สำหรับคนต่างเชื้อชาติอย่างพวกเราได้ศึกษา…..

        เล่าแต่ถึงเมืองพาโร ยังไม่ได้เล่าถึงเมืองหลวง ทิมภู (Thimphu) บ้างเลย ทิมภูตั้งอยู่ระหว่างพาโร และภูนาขะ ทิมภูจะมีความเจริญมากกว่าเมืองอื่นๆ เพราะเป็นเมืองหลวง มีรถยนตร์มาก ความเป็นธรรมชาติน้อยลง แต่ก็มีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจเยอะ สำคัญที่สุดก็คือผู้ที่ชอบดูดวง ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด! เมื่อมาถึงประเทศที่มีแต่ความศักดิ์สิทธิ์ หรือที่เขาว่ากันว่า the most spiritual place on the earth อย่างที่นี่  นั่นหล่ะคือคำถามว่า ถ้าอยากจะรู้ถึงชาติที่แล้วเป็นไปได้ไหม?  ทิมภูเป็นที่ที่เดียวที่มีสถาบันโหราศาสตร์โดยล้วนเป็นพระลามะ  พระท่านไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะฉะนั้นต้องมีคนคอยแปล โชคดีที่โชกี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากจึงสามารถอธิบายให้อย่างละเอียดที่ถ้วน  ขอไม่บอกว่าแม่นหรือไม่แม่นซึ่งเรื่องนี้มันเป็นเรื่องความเชื่อของคนแต่ละคนที่มีไม่เหมือนกัน แต่ขอบอกคำเดียวว่า “ทึ่ง”

        ถ้าเดินทางมุ่งหน้าต่อไปอีก 2 ชั่วโมงครึ่งจากทิมภู อีกประมาณ 100 กิโล ก็จะไปถึงเมืองภูนาขะ ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของภูฐานในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ภูนาขะเป็นเมืองที่เล็กมาก สถานที่ท่องเที่ยวมีน้อย เหมาะสมที่จะไปเที่ยว 1 วัน ไปเช้าเย็นกลับ เนื่องจากภูนาขะสูงเพียงแค่ 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศที่นี่จึงอุ่นกว่าพาโรและทิมภู ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ใส่เสื้อผ้ากว่า 3 ชั้นเวลาอยู่ในพาโรและทิมภู แต่พอมาภูนาขะเหลือเสื้อยืดตัวเดียวจริงๆ  ก็ไม่ต่างกับเวลาที่เราอยู่กรุงเทพฯ แล้วขึ้นไปบนดอยที่เชียงใหม่เวลาหน้าหนาว  ที่ภูนาขะนี่จะมีพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์ของภูฐาน ซึ่งสร้างไว้เวลาเสด็จแปลพระราชฐานในฤดูร้อน  สถานที่สำคัญที่ควรไปคือภูนาขะซอง (Punakha Dzong) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าที่พาโร ตั้งอยู่ที่แหลมที่แม่น้ำโพ (Pho Chu) และแม่น้ำโม (Mo Chu) มาบรรจบกัน คำว่าชู (Chu) ในภาษาซองกาแปลว่าแม่น้ำ  ภูนาขะซองถูกสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอีกแห่งหนึ่ง ในฤดูหนาวพระสังฆราชจะมาประทับที่ซองนี้เนื่องจากอากาศที่นี่อุ่นกว่าทิมภู

        การเป็นอยู่และการดำรงชีวิตของชาวภูฐานจะเป็นการอยู่แบบเรียบง่าย ไม่ค่อยมีพิธีรีตองมาก แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือชาวภูฐานมีมารยาทและสัมมาคารวะที่ดี ถึงแม้ว่าภูฐานจะเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับภูฐานคือ “ความสุขของประชาชน” ซึ่งถือเป็นวิธีการวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ

        อาหารภูฐานเป็นอาหารที่คล้ายคลึงกับอาหารอินเดียแต่จะเน้นพริกเป็นหลัก จะมีกับข้าวประมาณ 3-4 อย่างซึ่งให้ทานกับข้าว มีทั้งผักรวม เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อแย่ก (Yak) เป็นเนื้อสัตว์ประเภทหนึ่ง และชีสหลากหลายอย่าง ส่วนน้ำดื่มควรดื่มจากขวด น้ำดื่มจากก๊อกไม่เหมาะสมที่จะดื่ม ระหว่างที่อยู่ที่ภูฐานสิ่งที่ควรลองสำหรับผู้ที่ชื่นชอบชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพ เช่น ชาศิกขิม และชาอัสสัม

        ก่อนที่จะเดินทางไปภูฐานควรที่จะวางแผนการเดินทางให้ดี โดยเฉพาะเรื่องขอวีซ่า เพราะพวกเราเกือบไม่ได้กลับบ้านเนื่องจากพวกเราอยู่ภูฐานต่อเพิ่มอีก 1 วันซึ่งเกินจากจำนวนวันที่ขอวีซ่าไว้ ทำให้ต้องถูกกักตัวอยู่ที่สนามบิน เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือในที่สุด

        ความบริสุทธิ์ ความเงียบสงบ ทัศนียภาพที่งดงาม ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ คือความเพียบพร้อมที่ประเทศภูฐานมีไว้ต้อนรับผู้มาเยือน เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถลบเลือนไปได้จากความทรงจำ

  H2M2ED0H  H2M2ED0J

สถานที่พัก

โรงแรมอมันปุรี โทร. 0 2636 0633

 www.amanresorts.com